
เอฟบีขยายผลิตแบต รุกตลาดรถยนต์เล็ก
โพสต์ทูเดย์
— เอฟบี แบตเตอรี่ เตรียมเพิ่มไลน์แบตเตอรี่เมนเทนแนนซ์ ฟรี รับรถยนต์นั่งขนาดเล็ก พร้อมศึกษาเปิดไลน์ผลิตใหม่ด้วยงบ 8090 ล้านบาทในอีก 23 ปีข้างหน้านายอธิธร จิตรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามฟูรูกาวาเทรดดิ้ง ผู้ผลิตและจำหน่ายแบตเตอรี่เอฟบี เปิดเผยว่า บริษัทเตรียมขยายไลน์สินค้ากลุ่มแบตเตอรี่เมนเทนแนนซ์ ฟรี ทั้งรุ่นซูเปอร์ โกลด์ และเอฟบี โกลด์ สู่ตลาดรถยนต์นั่งขนาดบีเซ็กเมนต์ เนื่องจากมองว่าตลาดโตมากที่สุด
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่ผู้ผลิตรถยนต์หันมาใช้แบตเตอรี่แบบเมนเทนแนนซ์ ฟรีในการผลิตรถยนต์กันเกือบทั้งหมด ทำให้ลูกค้ามีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป ประกอบกับราคาจำหน่ายของแบตเตอรี่ดังกล่าว ก็ปัจจุบันแบตเตอรี่ดังกล่าว ราคาต่างจากแบตเตอรี่เติมน้ำกลั่นเพียง 300500 บาทต่อลูก จากในอดีตที่ราคาห่างกัน 800900 บาท
นอกจากนี้ ตลาดแบตเตอรี่ดังกล่าวยังมีช่องว่างในการเติบโตได้อีกมาก เนื่องจากมีสัดส่วนอยู่ประมาณ 1020% เท่านั้นเมื่อเทียบกับตลาดแบตเตอรี่รถยนต์ในภาพรวม ซึ่งเมื่อเทียบกับตลาดแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์แล้ว พบว่ามีปริมาณการใช้งานมากถึง 90% ซึ่งเอฟบีเชื่อว่าลูกค้าจะปรับพฤติกรรมมากขึ้นไปอีกในอนาคต
“
สิ่งที่เราต้องทำก็คือการให้ข้อมูลกับลูกค้าถึงความแตกต่างระหว่างแบตเตอรี่แบบเติมน้ำกลั่นและแบตเตอรี่แบบเมนเทนแนนซ์ ฟรี ซึ่งที่ผ่านมาเรามีการนำไปทำการทดสอบเพื่อให้เห็นความแตกต่างของแบตเตอรี่ทั้ง 2 ประเภทแล้ว และสร้างความมั่นใจด้วยการรับประกันรุ่นซูเปอร์ โกลด์นานถึง 2 ปี ซึ่งนานที่สุดในตลาดในช่วงของการเปิดตัว” นายอธิธรกล่าวสำหรับแผนธุรกิจในอนาคตจะลงทุน 8090 ล้านบาท เพื่อเปิดไลน์ผลิตแบตเตอรี่รถยนต์เพิ่มอีก 1 ไลน์ ภายใน 23 ปีจากนี้ โดยปีนี้เอฟบีมีแผนที่จะผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ 1.8 ล้านลูก และแบตเตอรี่รถจักรยานยนต์ 1.21.3 ล้านลูก
ขณะที่จากปัจจุบันที่เอฟบีมีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดโออีเอ็มประมาณ 30% และตลาดแบตเตอรี่ทดแทนประมาณ 5% โดยลูกค้ากลุ่มใหม่ที่จะเดินหน้าทำตลาดได้แก่กลุ่มตลาดฟลีต รวมถึงการขยายฐานออกไปต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งบริษัทพยายามบริหารสัดส่วนการจำหน่ายในช่องทางโออีเอ็ม ตลาดทดแทนและตลาดส่งออกให้เท่าเทียมกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงในการบริหารธุรกิจ
นายอธิธรกล่าวถึงปัญหาเรื่องเงินบาทเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ แข็งค่าที่เกิดขึ้นเร็วเกินไปเมื่อเทียบกับเงินในภูมิภาคนี้ จนผู้ประกอบการปรับแผนธุรกิจรองรับไม่ทัน หากพิจารณาย้อนหลังไปจะพบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่า 2% ภายใน 23 สัปดาห์เท่านั้น แต่การขนส่งสินค้าไปต่างประเทศใช้เวลากว่า 1 เดือน หากเงินบาทแข็งค่าไม่หยุดจะกระทบมากขึ้นเช่นกัน







