
ลุ้นไทยพ้นกับดักรายได้ปานกลาง
พรสวรรค์ นันทะ แม้รัฐบาลปัจจุบันจะเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ เอื้อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศไทยอยู่ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี หรือประมาณ 1.4 แสนบาท/คน/ปี ณ ปี 2554
พรสวรรค์ นันทะ
แม้รัฐบาลปัจจุบันจะเร่งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสในการแข่งขันและยกระดับเศรษฐกิจของประเทศให้ขยายตัวได้เต็มศักยภาพ เอื้อให้ประชาชนอยู่ดีกินดีและมีรายได้ต่อหัวสูงขึ้น หลุดจากกับดักรายได้ปานกลาง (Middle Income Trap) ไปเป็นประเทศที่มีรายได้สูง โดยรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศไทยอยู่ที่ 4,210 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี หรือประมาณ 1.4 แสนบาท/คน/ปี ณ ปี 2554
ทั้งนี้ จากการจำแนกรายได้ประชาชาติต่อหัว (GNI per capita) ของธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ประเทศรายได้ต่ำ คือ ประเทศที่มีรายได้ต่อหัวต่ำกว่าคนจะมีรายได้ที่ 1,045 ดอลลาร์/คน/ปี ประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างต่ำ 1,046-4,125 ดอลลาร์/คน/ปี ประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง 4,126-12,754 ดอลลาร์/คน/ปี และประเทศที่มีรายได้สูง 12,746 ดอลลาร์/คน/ปี
อย่างไรก็ดี การก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางของไทยยังมีความเป็นไปได้น้อย ตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่สามารถโตได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 5% และยังไม่สามารถนำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้เพิ่มผลิตภาพเศรษฐกิจได้
สมประวิณ มันประเสริฐ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจ ฝ่ายวิจัย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า หากเราไม่สามารถขับเคลื่อนนวัตกรรมไปอยู่ในส่วนของสินค้าต้นน้ำได้ การเติบโตอาจไม่ยั่งยืน เพราะสินค้าส่งออกในปัจจุบันอยู่ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีซึ่งอยู่ในความต้องการของตลาด
ดังนั้น เราต้องเคลื่อนไปอยู่ต้นน้ำที่มีนวัตกรรม ถามว่าเรายังมีโอกาสจะขึ้นไปอยู่ต้นน้ำได้หรือไม่นั้น เรายังมีโอกาส แต่เราต้องสร้างความเท่าเทียมกันใน 3 มิติให้ได้ คือ 1) ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงตลาดในทุกระดับ 2) ความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และ 3) ความเท่าเทียมกันในการแข่งขัน
"ถ้าเราทำสิ่งเหล่านี้ได้ กลไกเหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยก้าวข้ามกับดักรายได้ปานกลางได้ เพิ่มผลิตภาพได้ และขับเคลื่อนต่อไปได้ เพียงแค่ปัจจุบันภาพเช่นนี้ยังไม่เกิดขึ้น แต่ก็ยังมีหวัง เพียงแต่ต้องใช้เวลาอีกสักระยะ ซึ่งประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญมากขึ้น คือ การทำให้คนเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้ได้ เพราะประเทศกำลังพัฒนาอย่างเราคนที่มีความเสี่ยงสูงมากกว่าคนที่มีความเสี่ยงต่ำอยู่แล้ว ซึ่งอาจสำคัญกว่าต้นทุนการเงินหรือการลดดอกเบี้ย คาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นได้อย่างเร็วก็คงปลายปี 2561" สมประวิณ กล่าว
สมประวิณ กล่าวต่อว่า การเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในทุกระดับความเสี่ยงถือเป็นเรื่องสำคัญและต้องให้ความสำคัญมากขึ้น จากปัจจุบันระบบสถาบันการเงินเรายังคัดเอาเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงต่ำ ดังนั้น หน้าที่ของผู้ดำเนินนโยบายควรทำให้กลไกที่ให้คนทุกระดับความเสี่ยงเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ด้วยช่องทางและเครื่องมือที่แตกต่างกัน เป็นการส่งเสริมให้ไปสู่การเพิ่มผลิตภาพการผลิตที่ไปสู่นวัตกรรมได้ เช่น การดูประเภทผลิตภัณฑ์กับความเสี่ยงของผู้ประกอบการแต่ละประเภท คนที่มีความเสี่ยงสูง ก็ไประดมผ่านเวนเจอร์แคปปิตอล แองเจิลฟันด์ ไพร์เวทเอ็กซ์คลูตี้ ส่วนคนที่มีความเสี่ยงต่ำก็ไประดมทุนผ่านหุ้นกู้ ระบบการเงินของธนาคารพาณิชย์ เป็นต้น
เพียงแต่การจะให้ผู้ประกอบการหรือคนเริ่มต้นธุรกิจเข้าถึงแหล่งเงินได้นั้น คงไม่ได้ไปเปลี่ยนที่ระบบธนาคาร เพราะธนาคารคัดความเสี่ยงต่ำก็ถือว่าทำถูกแล้ว เพราะกลไกธนาคารกระจายตัวได้ง่าย อีกอย่างธนาคารก็รับเงินฝากมาจากคนจำนวนมาก ฉะนั้น การเปลี่ยนต้องเปลี่ยนอะไรที่สูงไปกว่าธนาคารคือระบบการเงิน
ด้าน สันติธาร เสถียรไทย ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ ภูมิภาคเอเชีย บริษัท เครดิตสวิส กล่าวว่า ปัญหาของภาคส่งออกที่มีความเสี่ยงต่อความยั่งยืน คงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าส่งออกผลิตภัณฑ์อะไร สินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือไม่ มันอยู่ที่การไปผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แอดวานซ์ แต่เราไม่ได้เป็นคนทำอะไรเองเลย แต่กลับนำเข้ามาทั้งหมด
อันนี้ก็ไม่ถือว่ายั่งยืน เพราะถึงเวลาหนึ่งเราจะไม่ได้เป็นตัวสำคัญ เพราะถ้าเทียบเป็นทีมฟุตบอลเราจะได้เป็นแค่ตัวสำรอง ไม่ได้เป็นตัวจริงในทีมเก่งๆ ซึ่งในห่วงโซ่การผลิตเราต้องเข้าไปอยู่ในส่วนสำคัญที่ผลิตยากๆ ให้ได้ จะได้เรียนรู้ไปกับมันและทำเองได้เราก็จะยกระดับไปได้ ซึ่งส่วนนี้ไทยเราขาด
้้ถ้าเรายังเดินในเส้นทางเดิม ทำเหมือนเดิม การส่งออกจะสูงและเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้โตได้ก็จริง แต่มันจะไม่ยั่งยืน และไม่ช่วยเพิ่มผลิตภาพและการขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพราะในอนาคตเรายังตามไม่ทันโลกและไม่ทันผลิตภัณฑ์การส่งออกใหม่ๆ มันจะทำให้เราเสียหายมากกว่าในอดีต เพราะการเติบโตของจีดีพีจะชะลอลงไปอีก
"เราจะพ้นประเทศกับดักรายได้ปานกลางได้หรือไม่ อาจจะไม่ใช่โจทย์ที่ต้องโฟกัสมากขนาดนั้น เพราะเป็นการนิยามคำจำกัดความของรายได้ประชากรต่อหัวว่าต้องอยู่ที่ระดับเท่าไร มันไม่สำคัญเท่ากับการเติบโตที่ยั่งยืนซึ่งต้องตอบโจทย์ในหลายมิติ โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำมันจะดีต่อการเติบโตที่ยั่งยืน และช่วยให้เศรษฐกิจโตกระจายตัวดีกว่า ซึ่งทำให้ฐานของเศรษฐกิจประเทศเรามั่นคงกว่า" สันติธาร กล่าว







