
ลงทุนระยะยาวในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์เมื่อวันที่ 11-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น Thailand 4.0 towards Connected Industries โดยรัฐบาลไทยได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการค้าของญี่ปุ่น ฮิโรชิเกะ เซโกะ และนักธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 1,000 คน จาก 570 บริษัท
ประกิต สิริวัฒนเกตุ & ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์
เมื่อวันที่ 11-13 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดงานการประชุมยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่น Thailand 4.0 towards Connected Industries โดยรัฐบาลไทยได้เชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจและการค้าของญี่ปุ่น ฮิโรชิเกะ เซโกะ และนักธุรกิจญี่ปุ่นกว่า 1,000 คน จาก 570 บริษัท
ภาพรวมของการจัดงานรัฐบาลไทยทำได้ดีมาก กระแสตอบรับจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นไปในทางบวกต่อการนำเสนอของรัฐบาลไทย โดยเฉพาะการเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ได้ให้ความมั่นใจต่อนักลงทุนญี่ปุ่นต่อโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ว่าจะมีความต่อเนื่องทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว โดยระยะสั้นได้มีการเร่งออกร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกและระยะถัดไปได้บรรจุไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 ก่อนจะดำเนินการต่อเนื่องอีก 3-4 แผน เพื่อให้โครงการสำเร็จเป็นรูปธรรม
พล.อ.ประยุทธ์ ยังย้ำด้วยว่าจะลงทุนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อีอีซีกว่า 6 แสนล้านบาท และยังให้คำมั่นในความพร้อมที่จะดูแลนักลงทุนญี่ปุ่นในด้านสิทธิประโยชน์ต่างๆ
นอกจากนั้น การขึ้นกล่าวปาฐกถาของ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้ตอบคำถามของประธานองค์กรส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น 3 ข้อได้อย่างชัดเจน คือ 1.ทำไมต้องลงทุนในไทย 2.ยุทธศาสตร์ของไทยจะไปทางไหน 3.สิ่งที่ไทยจะทำให้ญี่ปุ่นและการพานักลงทุนไปชมความพร้อมในพื้นที่อีอีซีทั้งหมดล้วนเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้งานยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย-ญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ
สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมานับจากนี้ คือ โอกาสที่จะมีเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น ซึ่งกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์เป็นอันดับแรก คือ กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม โดย KS Research เลือกบริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน (AMATA) บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น (WHA) และบริษัท ไทยคอน อินดัสเตรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เป็นหุ้นเด่นในกลุ่ม
AMATA KS Research ได้ปรับคำแนะนำลงทุนเป็นซื้อ หลังปรับเพิ่มราคาเป้าหมายกลางปี 2561 เป็น 24.25 บาท ตามการปรับส่วนลดที่ใช้ในการประเมินราคาเป้าหมายเมื่อเทียบกับมูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) เป็น 10% (จาก 40%) ทั้งนี้เพื่อสะท้อนถึงวงจรการลงทุนที่กำลังจะกลับมา หลังรัฐบาลไทยสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุนได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สำหรับประเด็นอีอีซีกอปรกับเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวอย่างช้าๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการลงทุนในไทยและเวียดนาม นอกจากนี้ระดับ NAV ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องผ่านการปรับเพิ่มราคาขายที่ดินในไทยเป็นปัจจัยสนับสนุนมูลค่าของ AMATA ที่สำคัญอีกด้วย
เช่นเดียวกับ TICON และ WHA ซึ่งมีที่ดินที่สามารถนำมาพัฒนาเพื่อการอุตสาหกรรมในพื้นที่อีอีซีเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดจะได้ประโยชน์จากกระแสการลงทุนจากนักลงทุนต่างประเทศที่กำลังจะเกิดขึ้น







