
ดันโครงการขุดคลองไทย... ใครได้ประโยชน์
โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ & รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย & &เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมระดับนานาชาติเพื่อผลักดันขุดคลองไทย (Thai Canal) หรือเดิมเรียกว่า "โครงการขุดคอคอดกระ" ซึ่งปัจจุบันย้ายจากจุดเดิมร่นมาอยู่ที่แนว "9A" ฝั่งทะเลอันดามันเริ่มจาก อ.สิเกา จ.ตรัง ตัดออกมาทะลุอ่าวไทยที่ อ.ระโนด จ.สงขลา
โดย ดร.ธนิต โสรัตน์ & รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย & &
เมื่อเร็วๆ นี้มีการประชุมระดับนานาชาติเพื่อผลักดันขุดคลองไทย (Thai Canal) หรือเดิมเรียกว่า "โครงการขุดคอคอดกระ" ซึ่งปัจจุบันย้ายจากจุดเดิมร่นมาอยู่ที่แนว "9A" ฝั่งทะเลอันดามันเริ่มจาก อ.สิเกา จ.ตรัง ตัดออกมาทะลุอ่าวไทยที่ อ.ระโนด จ.สงขลา
การประชุมครั้งนี้ประเทศจีน เป็นเจ้ากี้เจ้าการเป็นเจ้าภาพ เชิญผู้แทนจากหลายประเทศระบุว่าเป็นการประชุมระดับนานาชาติ และทึกทักว่าไทยไม่ควรตกขบวน ในการเชื่อมโยงคลองที่จะขุดกับ เส้นทางสายไหมของจีน ผมมีโอกาสเข้าไปร่วมออกจะงงๆ อยู่ เพราะปกติงานเช่นนี้หน่วยงานรัฐจะต้องเข้ามาเป็นเจ้าภาพ
แต่กลายเป็นองค์กรของจีนเป็น สปอนเซอร์และเป็นผู้เชิญองค์กรต่างๆ เช่น ผู้แทนจากสหภาพยุโรป ผู้บริหารคลองสุเอส คลองปานามา คลองคีย์ ตัวแทนจากญี่ปุ่น สิงคโปร์ มาเลเซีย แต่ที่แน่ๆ ทางจีนขนนักวิชาการระดับศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยดังและ ผู้เชี่ยวชาญแห่กันมาเชียร์ให้ไทยเร่ง ขุดคลองลัด
โครงการขุดคลองไทยเชื่อม 2 มหาสมุทรแปซิฟิกกับอินเดียมีมาช้านานแล้ว ในสมัย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี มีความพยายามที่จะให้มีการสำรวจโดยช่วงนั้นญี่ปุ่นให้การสนับสนุน แต่ในช่วง 10 ปีหลังจีนกลายเป็นพี่เบิ้มทางเศรษฐกิจของโลกประกาศเส้นทางสายไหมทางทะเลเป็นวาระแห่งชาติ โดยนำคลองไทยเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแผนกระชับเส้นทางเดินเรือ
เหตุผลสำคัญจีนมีการลงทุนและค้าขายกับซีกโลกตะวันตกค่อนข้างมาก เช่น ยุโรป ตะวันออกกลาง โดยเฉพาะประเทศแถบแอฟริกาและลาติน อเมริกาจีนเข้าไปลงทุนมหาศาล ปริมาณสินค้าซึ่งผ่านช่องแคบมะละกา 1 ใน 4 เป็นสินค้าของจีน ขณะที่เรือน้ำมันครึ่งหนึ่งที่ผ่านเส้นทางนี้จุดหมายปลายทางอยู่ที่ท่าเรือของประเทศจีน ปัจจุบันเรือคอนเทนเนอร์โอเชียนชิปขนาดใหญ่ระดับ 1.8 หมื่นตู้ แล่นตรงจากจีนสู่ยุโรปโดยไม่แวะท่าเรือสิงคโปร์
ผลประโยชน์ของจีนจากโครงการขุดคลองไทยจะทำให้จีนร่นเวลาการขนส่งและประหยัดต้นทุนโลจิสติกส์ลงได้ร้อยละ 15-20 โดยเฉพาะเรือบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจีนมองว่าไทยมีความร่วมมือที่ดีมากกว่าสิงคโปร์และมาเลเซีย ซึ่งเป็นเจ้าของเส้นทาง เดินเรือในช่องแคบมะละกา โดยเฉพาะประเด็นความมั่นคงขนส่งน้ำมันดิบเป็นหัวใจสำคัญของจีน จึงไม่แปลกที่จีนพยายามผลักดันทุกวิถีทางที่จะให้ไทยขุดคลอง
ที่แปลกใจทางจีนมีการนำพิมพ์เขียวของคลองที่จะขุดชี้เป้าเลยว่าจะเริ่มที่ จ.ตรัง ไปออกอ่าวไทยที่จ.สงขลา ระบุตำบลและอำเภอ รายละเอียดต่างๆ เช่น กว้างประมาณ 100 เมตร ลึก 24 เมตร ยาว 135 กิโลเมตร จุดปล่อยระบายน้ำและระดับน้ำของชายฝั่งทะเลทั้งสองด้าน ไม่รู้ว่าข้อมูลพวกนี้เขาได้จากกระทรวงคมนาคมหรือไม่
แต่เท่าที่ทราบไทยก็ไม่เคยลงทุนสำรวจจริงจัง หรือทางจีนไปแอบเซอร์เวย์แต่เมื่อใด แถมจะผลักดันให้รัฐบาลชุดนี้รับเป็นโครงการภายใต้ไทยแลนด์ 4.0 โดยเสนอวงเงินที่ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะให้เปล่าหรือให้กู้ประมาณ 4.5-5.0 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เป็นเงินไทย 1.66 ล้านล้านบาท สำหรับจีนเงินเท่านี้จิ๊บจ๊อยเมื่อแลกกับผลประโยชน์มหาศาล
ในการประชุมหน่วยงานรัฐของไทยเท่าที่เห็นไม่ได้เข้าร่วม รวมทั้งเดิมกำหนดการจะมีรองนายกรัฐมนตรี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาเป็นประธานเปิดแต่ไหวทัน หรือติดภารกิจจึงยกเลิกไม่ได้มา มีการเชิญหน่วยงานระดับท้องถิ่นให้เข้าร่วม จากที่มีโอกาสได้พูดคุยพวกเขาสนับสนุนแบบสุดๆ โดยมองเพียงว่าทางพื้นที่จะได้มีคลองระดับโลก เศรษฐกิจจะเฟื่องฟู มีโรงกลั่นและท่าเรือขนาดใหญ่กว่าประเทศสิงคโปร์ รวมทั้งจะมีเขตเศรษฐกิจนิคมอุตสาหกรรมเป็นหน้าเป็นตาของจังหวัด
ใครที่จะสนับสนุนโครงการนี้ต้องนำปัจจัยว่าพื้นที่สองฝั่งทะเลทั้งด้านอันดามันและอ่าวไทย เช่น จ.ภูเก็ต กระบี่ พังงา เกาะสมุย ฯลฯ แต่ละปีทำรายได้หลายแสนล้านจากการท่องเที่ยว เงินส่วนใหญ่อานิสงส์ตกกับประชาชนในพื้นที่ ขณะที่เศรษฐกิจที่จะเกิดตามมากับคลอง (หากมี) ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเงินที่ได้เกือบทั้งหมดไม่ได้อยู่กับท้องถิ่น ที่สำคัญระยะเวลาขุดคลองมากกว่า 5 ปี ลองหลับตาดูผลกระทบจะเป็นอย่างไรทั้งท่องเที่ยว ประมง ระบบนิเวศทางทะเล ต้องคิดให้รอบคอบ
สำหรับที่คิดว่าจะร่นเวลาได้ 3-4 วัน คงไม่ใช่ ผมเคยโดยสารเรือข้ามมหาสมุทรขนาดใหญ่จากท่าเรือแหลมฉบังไปภูเก็ต เรือขนาดใหญ่สมัยนี้แล่นเร็วเฉลี่ย 17.8 นอต ช่องแคบมะละกาช่วงสิงคโปร์อาจแออัดบ้างแต่บางช่วงกว้าง 30-50 กิโลเมตร สภาพยังรับเรือได้อีกเป็น 10 ปี ไม่ได้แออัดอย่างที่คิด ระยะทางผ่านคลองไทยอาจร่นได้ประมาณ 1,400-1,500 กิโลเมตร
คำนวณคร่าวๆ ประหยัดเวลาได้ประมาณ 34 ชั่วโมง แต่การผ่านเข้าคลองต้องมีจุดพักรอปรับระดับน้ำและวิ่งในคลองแคบๆ ร้อยกว่ากิโลเมตรอย่างน้อยก็ต้องมี 6-7 ชั่วโมง คงไม่ได้ประหยัดเวลากันมากมาย
ที่กล่าวทั้งหมดใช่จะไปค้านแต่ให้เหตุผลในฐานะนักโลจิสติกส์และศึกษาติดตามเรื่องนี้มาเป็น 10 ปี การจะมีคลองไทยไม่ใช่ดูแค่แผนที่ แต่ต้องเข้าใจว่าเรือที่จะผ่านเข้ามาแค่ลัดทางกรณีศึกษาของคลองสุเอสและคลองปานามาชี้ชัดว่าเศรษฐกิจของเจ้าของประเทศไม่ได้โตจากคลอง เพราะเรือไม่แวะกลายเป็นแค่ทางผ่าน เดิมพันของประเทศไทยทั้งด้านท่องเที่ยว ประมง และนิเวศทางทะเล มีมูลค่ามหาศาลมากกว่าตั๋วผ่านทาง ประเทศที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆ คงเป็นเรือจีนและญี่ปุ่น ผลประโยชน์แห่งชาติอยู่ตรงไหน คุ้มหรือไม่...คิดไว้ได้แต่จะทำจริงคงไม่ง่ายครับ
(สนใจรายละเอียดเพิ่มเติมดูได้ทางเว็บไซต์ www.tanitsorat.com หรือ www.facebook.com/tanit.sorat)







