posttoday
พึงรู้ไว้ หายนะของการเป็นอาณานิคม

พึงรู้ไว้ หายนะของการเป็นอาณานิคม

14 กันยายน 2560

กรกิจ ดิษฐานช่วงนี้กำลังมีคลิปหนึ่งเป็นไวรัลที่อินเดีย (และอันที่จริงแพร่ไปทั่วโลก) เป็นตอนหนึ่งของรายการ Q&A ออกอากาศทางช่อง ABC ประเทศออสเตรเลีย รายการตอนนี้ว่าด้วยผลดีผลเสียของการที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และมีคำตอบหนึ่งช่วยไขความกระจ่างมายาคติเรื่องการเป็นอาณานิคมชาติตะวันตกมีผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือไม่?

กรกิจ ดิษฐาน

ช่วงนี้กำลังมีคลิปหนึ่งเป็นไวรัลที่อินเดีย (และอันที่จริงแพร่ไปทั่วโลก) เป็นตอนหนึ่งของรายการ Q&A ออกอากาศทางช่อง ABC ประเทศออสเตรเลีย รายการตอนนี้ว่าด้วยผลดีผลเสียของการที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ และมีคำตอบหนึ่งช่วยไขความกระจ่างมายาคติเรื่องการเป็นอาณานิคมชาติตะวันตกมีผลดีมากกว่าผลเสียจริงหรือไม่?

ระหว่างนั้นมีผู้ชมในรายการบอกกับ ศะศิ ถะรูร (Shashi Tharoor) นักการเมืองและผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคม ว่า การที่อินเดียตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษ มีส่วนช่วยให้อินเดียมีความเจริญก้าวหน้าด้านวิศวกรรม สาธารณูปโภค รวมถึงทำให้อินเดียเป็นชาติประชาธิปไตย ที่สำคัญ คือ ทำให้ "ชาวอินเดียได้รับการศึกษาอย่างรวดเร็ว โดยมีคุณ (ศะศิ ถะรูร) เป็นตัวอย่างที่ดี ไม่มีใครสามารถประเมินคุณูปการที่เป็นนามธรรมที่อินเดียได้รับหลังอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ และทำให้ประเทศนี้เป็นหนึ่งในประเทศที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก"

จากคำถามนี้ดูเหมือนว่า ชาวอังกฤษจะมีคุณต่ออินเดียจริงๆ ช่วยเปลี่ยนประเทศที่ด้อยพัฒนา ให้กลายเป็นชาติมหาอำนาจ

แต่ศะศิ ถะรูร แย้งด้วยข้อเท็จจริงเป็นฉากๆ ว่า ...

ตอนที่อังกฤษเข้ามายึดครองนั้น อินเดียเป็นหนึ่งใน ดินแดนที่มั่งคั่งที่สุดในโลก มีสัดส่วนจีดีพีคิดเป็น 27% ของทั้งโลก ในราวปี 1700 และอยู่ที่ 23% ในปี 1800 ต่อหลังจากครอบงำอินเดียแล้ว ในช่วง 200 ปีหลังจากนั้น อินเดียถูกทำลาย ถูกขูดรีด ถูกปล้นชิง กลายเป็นประเทศที่ยากจนข้นแค้น มีสัดส่วนจีดีพีเพียง 3% ของทั้งโลก

และตอนที่อังกฤษจากไปในปี 1947 ประชากร 90% มีสถานะเป็นคนยากจน ขณะที่อัตราการรู้หนังสืออยู่ต่ำกว่า 17% และอายุขัยเฉลี่ยของประชาชนอยู่ที่เพียง 27 ปี

อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอาณานิคมบริติชอินเดียระหว่างปี 1900-1947 อยู่แค่ 0.0001% อันเป็นผลมาจากการสูบทรัพยากรและการขูดรีดจากภาษี

และในส่วนของความก้าวหน้าทางการศึกษาที่ศะศิถูกแซะนั้น เขาบอกว่า "คุณพระช่วย การศึกษาเป็นเรื่องสุดท้ายที่พวกบริติชจะลงทุนให้คนอินเดีย" แล้วยกตัวอย่างจากบันทึกของชาวอเมริกันที่เดินทางมาอนุทวีปในเวลานั้นว่า งบประมาณการศึกษาของอินเดียทั้งประเทศตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงอุดมช่วงปลายทศวรรษที่ 1930 ยังน้อยกว่างบของโรงเรียนมัธยมครึ่งหนึ่งในรัฐนิวยอร์กเสียอีก ส่วนที่ว่าอังกฤษทิ้งความเป็นเลิศด้านวิศวกรรมเอาไว้ให้ ก็เป็นผลงานของรัฐบาลอินเดียเองที่ริเริ่มสถาบันเทคโนโลยีต่างๆ หลังได้รับเอกราช

ศะศิ ถะรูร ทิ้งท้ายว่า "ไม่มีอะไรเทียบได้กับความสำเร็จของอินเดียที่ผงาดขึ้นจากกองเถ้าถ่าน ต่อสิ่งที่อังกฤษย่ำยีไว้และกระทำต่อเราตลอดช่วง 200 ปีก่อนหน้า"

ทิ้งท้าย (จริงๆ) เขาเสริมว่า อินเดียเคยเป็นผู้ส่งออกสิ่งทอรายใหญ่ของโลกมาตลอด 2,000 ปี จนกระทั่งอังกฤษทำลายอุตสาหกรรมนี้ลงในนามของการค้าเสรี ด้วยการทุบรื้อกี่ทอและตั้งพิกัดภาษีสูงลิ่ว ถึงขนาดตัดนิ้วคนทอผ้า และทำให้ชุมชนฉิบหาย เพื่อประโยชน์อุตสาหกรรมของอังกฤษเอง "การค้าเสรีที่ใช้ปืนจ่อหัวมันเสรีตรงไหน?"

ยังมีตัวอย่างของ "วีรบุรุษ" วินสตัน เชอร์ชิล ที่สั่งให้ขนธัญญาหารไปอังกฤษ อ้างว่าจะเตรียมการสงครามที่ยังไม่เกิดขึ้น จนชาวเบงกอลอดตายกว่า 4.3 ล้านคน แล้วบอกว่า "เป็นความผิดของพวกนั้นเองที่เอากันเหมือนกระต่าย" และว่า "ทำไมคานธีไม่ตายไปซะที"

คำตอบของ ศะศิ ถะรูร ทำให้ชาวอินเดียตาสว่างไม่น้อยและกลายเป็นไวรัลอยู่ตอนนี้

ในส่วนของคนไทยบางคน ผมเชื่อว่า ถ้าได้ดูรายการนี้ (หรืออย่างน้อยอ่านบทความนี้) น่าจะช่วยให้เกิดสติยั้งคิดได้ว่า การตกเป็นอาณานิคมเพื่อแลกกับการพูดภาษาอังกฤษเก่งๆ มีผังเมืองสวยๆ ที่ช่วยไม่ให้รถติดฉิบหายวายป่วง หรือรับระบอบการปกครองคนอื่นเขามา โดยไม่ดูเงื่อนไขปัจจัยของบ้านเมือง ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นความคิดที่เหลวไหลสิ้นดี

แต่เชื่อหรือไม่ว่ามีความคิดแบบนี้อยู่จริงๆ ในสังคมไทย n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน