
คลอด 5 มาตราการ ปล่อยเงินออกแก้บาทแข็ง
..ทีมข่าวการเงิน
สัปดาห์ที่ผ่านมาค่าเงินบาทยังแข็งค่าใกล้หลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ สวนทางกับมาตรการของกระทรวงการคลังและธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่คลอดออกมาเมื่อวันที่ 21 ก.ย.ที่ผ่านมา ประกอบด้วย
1.ผ่อนคลายให้นิติบุคคลลงทุนหรือให้กู้ยืมแก่กิจการในเครือได้ไม่จำกัดจำนวน
2.อนุญาตให้นิติบุคคลให้กู้ยืมแก่กิจการที่ไม่ใช่กิจการในเครือไม่เกินปีละ 50 ล้านเหรียญสหรัฐ
3.เพิ่มวงเงินที่บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศประสงค์จะโอนเงินไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนหรือที่พักอาศัยจากไม่เกิน 5 ล้านเหรียญสหรัฐต่อรายต่อปี เป็นไม่เกิน 10 ล้านเหรียญสหรัฐต่อรายต่อปี
4.ให้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดามีความคล่องตัวในการซื้อเงินตราต่างประเทศ เพื่อฝากไว้กับสถาบันการเงินในประเทศในบัญชีเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ในกรณีที่ไม่มีภาระผูกพันให้มียอดคงค้างในบัญชีไม่เกิน 5 แสนเหรียญสหรัฐ
5.ขยายวงเงินค่าสินค้าส่งออกที่ไม่ต้องนำเงินเข้าประเทศจาก 2 หมื่นเหรียญสหรัฐ เป็น 5 หมื่นเหรียญสหรัฐ
สัปดาห์ล่าสุดต่างชาติซื้อหุ้นทะลุ 1 หมื่นล้านบาท และตราสารหนี้กว่า 5,000 ล้านบาท โดยเฉพาะวันที่ 22 ก.ย. มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 4,244 ล้านบาท ดันดัชนีหุ้นสูงสุดในรอบกว่า 14 ปี ที่ 945 จุด และเงินบาทแข็งค่าต่อใกล้ 30.60 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
นายวีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนา
“โอกาสและความท้าทายต่อการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน” เสนอแนะ ธปท. ควรที่จะลดดอกเบี้ยลงเพื่อดูแลค่าเงินบาท และไม่ต้องกลัวเรื่องเงินเฟ้อ เพราะสหรัฐไม่ขึ้นดอกเบี้ย เงินก็จะไหลเข้าประเทศไทย ซึ่งจะได้กำไรทั้งหุ้นและอัตราแลกเปลี่ยนพร้อมเห็นว่าการที่ ธปท.ผ่อนปรนให้นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศเป็นเพียงแค่น้ำจิ้ม ไม่มีผลต่อการแก้ไขเงินบาทที่แข็งค่าอยู่
โดยนายวีรพงษ์เป็นห่วงว่าค่าเงินบาทแข็งจะกระทบการส่งออก ให้ดูอีก 23 เดือนข้างหน้า เพราะจะเริ่มเห็นผลกระทบ
สอดคล้องกับนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ เครือเจริญโภคภัณฑ์(ซีพี) ฟันธงว่าเงินลงทุนจากต่างชาติจะไหลเข้ามาไทยอีกมากจนถึงปลายปีนี้มีโอกาสที่ค่าเงินจะหลุด 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ
ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้กำกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสถานการณ์ค่าเงินบาท โดยจะเน้นป้องกันไม่ให้มีการเก็งกำไร หรือการเข้าซื้อเงินบาทในปริมาณมากๆ ในแต่ละครั้ง
ด้านธปท.หารือกระทรวงการคลังคุมเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ โดยนางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ธปท.กำลังติดตามการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ซึ่งพบว่าเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมากในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งธปท. ยังไม่มีการประกาศมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนในตลาดตราสารหนี้ในขณะนี้ โดยจะพิจารณาตามความจำเป็นว่าจะออกมาตรการเพิ่มเติมหรือไม่ อยู่ระหว่างการหารือกับกระทรวงการคลัง
สำหรับมาตรการผ่อนคลายการลงทุนในต่างประเทศนั้น นายกรณ์จาติกวณิช รมว.คลัง ได้ลงนามแล้วซึ่งคาดว่าคงจะประกาศใช้เร็วๆ นี้ ในขณะมุมองของนายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร เกรงว่าหากมีการออกมาตรการควบคุมการไหลเข้าของเงินทุนระยะสั้น ธปท.ควรพิจารณาอย่างเหมาะสม ไม่ควรควบคุมเฉพาะตลาดตราสารหนี้เพราะการที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาจากเงินทุนไหลเข้ามาหลายช่องทางต้องดูแลเงินที่ไหลเข้ามาว่าจะผ่านช่องทางอื่นหรือไม่ การแบ่งแยกควบคุมบางตลาดจึงไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้ใช้มาตรการควบคุมเงินทุน แต่ควรทำการไหลเข้าของเงินทุนให้ฝืดลงเพราะแนวโน้มของเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง เพราะเงินทุนจากสหรัฐและยุโรปยังทะลักเข้าเอเชียรวมทั้งประเทศไทย เพื่อเข้าหาผลตอบแทนจากส่วนต่างดอกเบี้ย เนื่องจากดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลไทยสูงถึง2.4% ขณะที่พันธบัตรสหรัฐให้ดอกเบี้ยเพียง 0.5% จึงมีส่วนต่างถึง 2% ซึ่งเป็นแรงจูงใจให้เกิดการไหลเข้าของเงินตราต่างประเทศ
ขณะเดียวกันธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ออกรายงานอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากการที่เงินบาทแข็งค่ามี 10 กลุ่ม ได้แก่ ข้าว กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย แป้งแปรรูป ยางแปรรูปขั้นต้น ถุงมือยาง เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า และเฟอร์นิเจอร์ไม้
เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ส่งออกมากทำให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลงมากเมื่อเงินบาทแข็งค่าขึ้น ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมกลุ่มนี้ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก จึงไม่ได้ประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงตามเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น
ทั้งนี้ เอ็กซิมแบงก์ตั้งสมมติฐานที่ว่าผู้ส่งออกมีมาร์จินอยู่ที่ประมาณ 5% หากอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าอย่างรวดเร็วจนแตะระดับ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ อาจทำให้ผู้ส่งออกในหลายอุตสาหกรรมไม่สามารถส่งออกต่อไปได้ เพราะนับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2553 เป็นต้นมาเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากระดับ 32.214 บาทต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 1 ส.ค. 2553 มาอยู่ที่ระดับ 30.748 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ในวันที่ 13 ก.ย. 2553 หรือแข็งค่าขึ้นราว4.8% ภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือนเศษหรือหากย้อนไปตั้งแต่ต้นปี 2553 พบว่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาแล้วกว่า 8%ส่วนปัญหาค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินของธนาคารพาณิชย์ยังไม่จบง่ายๆ แม้ว่า นายบัณฑูร ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เร็วๆ นี้สมาคมธนาคารไทยจะออกข้อสรุปการลดค่าธรรมเนียมให้ลูกค้ารายย่อย หลังจากธนาคารพาณิชย์ได้หารือร่วมกัน โดยจะมีรายการที่เกี่ยวข้องกับการลดค่าธรรมเนียมโอนเงินข้ามเขต ซึ่งเป็นข้อสรุปที่ลูกค้ารายย่อยได้ประโยชน์
เบื้องต้นที่ประชุมสมาคมได้ข้อสรุปแนวทางค่าธรรมเนียมการใช้บริการตู้เอทีเอ็มข้ามเขต 2 แนวทาง คือแนวทางที่ 1 จะใช้วิธีการคิดค่าธรรมเนียมเช่นเดียวกับการกดเงินในเขตกรุงเทพฯ คือ 4 รายการภายใน 1 เดือนฟรี แต่รายการถัดไปจะคิดค่าธรรมเนียม ส่วนแนวทางที่ 2 จะใช้หลักการเดียวกับต่างประเทศ คือหากใช้บัตรเอทีเอ็มกดเงินจากตู้ธนาคารเดียวกันจะไม่คิดค่าธรรมเนียม แต่หากกดเงินต่างธนาคารจะคิดค่าธรรมเนียมอย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 แนวทางจะต้องพิจารณาเรื่องอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ โดยจะมีการเสนอแนวทางให้ ธปท.เป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้แนวทางใดและอัตราเท่าใด ทั้งนี้ ในการหารือเบื้องต้นจะเป็นเฉพาะค่าธรรมเนียมการกดเงินก่อน ส่วนค่าธรรมเนียมการโอนเงินหรือค่าธรรมเนียมอื่นจะต้องหารือกันอีกครั้ง
ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันอังคารที่ 21 ก.ย. ครม.เห็นชอบกรอบงบประมาณของรัฐวิสาหกิจประจำปี 2554 เป็นวงเงินประมาณ 554,994 ล้านบาท โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิประมาณ 7.2 หมื่นล้านบาท สูงกว่าปีที่แล้ว 5% และจะมีเงินสดที่ใช้ในการลงทุนประมาณ 2.23 แสนล้านบาท
สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงปี 25552557 ของรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้น รวมกันแล้วน่าจะมีผลประกอบการเป็นกำไรสุทธิ ซึ่งรวมกับปัจจุบันแล้วประมาณ 2.74 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยปีละ 9 หมื่นกว่าล้านบาท
ทั้งนี้ ครม.ได้เน้นย้ำในเรื่องการควบคุมดูแล กำกับการดำเนินการของรัฐวิสาหกิจด้วย โดยได้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายให้การดูแลและกำกับการเบิกจ่าย โดยเฉพาะงบลงทุน เป็นไปตามเป้าหมาย มีตัวชี้วัดที่จะไม่น้อยกว่า 90% ของวงเงินอนุมัติ และยังมีการเร่งทบทวนบทบาทของรัฐวิสาหกิจ โดยให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการร่วมกับเจ้าของหน่วยงานในการปรับปรุงรูปแบบองค์กร เพื่อให้การดำเนินการของรัฐวิสาหกิจเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากขึ้น
ปิดท้ายงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2553 ของ ธปท. โดยนายสุรจิต ลักษณะสุต เศรษฐกรสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวในการเสนอบทความวิจัย
“ความท้าทายของนโยบายการคลัง : สู่ความยั่งยืนและการขยายตัวทางเศรษฐกิจระยะยาว” ซึ่งระบุว่าหากประเทศไทยจะเข้าสู่ความยั่งยืนทางการคลัง ต้องมีเม็ดเงินงบประมาณ 2.2% ของจีดีพี โดยแนะรัฐบาลจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีเงินได้เพิ่ม และเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอีก 3.5% ของจีดีพีทั้งนี้ การเพิ่มภาษีมูลค่าเพิ่ม 1% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มอีกประมาณ 4 หมื่นล้านบาทหรือ 0.4% ของจีดีพี หรือเพิ่มการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากปัจจุบันที่ไทยยังจัดเก็บต่ำเฉลี่ยอยู่ที่ 2.3% ของจีดีพี จากประเทศที่กำลังพัฒนาเฉลี่ยอยู่ที่ 3.9% และประเทศที่พัฒนาแล้วที่ 8.3% หรืออาจจะยกเลิกการยกเว้นภาษีอื่นๆ ในปัจจุบันเพิ่มเติม เป็นต้น







