
กองทุนหุ้นพ่วงประกัน
บลจ.ธนชาตระดมเงินลุยหุ้น40ตัว เป้าSETปีหน้า1,750จุดบลจ.ธนชาต ไอพีโอกองทุนที-ไพรม์พลัสเอไอ ขายรายใหญ่ เป้าซื้อหุ้นบิ๊กแคป ลงทุนเกิน 1 ปีรับคุ้มครองชีวิต-สุขภาพสูงสุด 10 ล้าน
บลจ.ธนชาตระดมเงินลุยหุ้น40ตัว เป้าSETปีหน้า1,750จุด
บลจ.ธนชาต ไอพีโอกองทุนที-ไพรม์พลัสเอไอ ขายรายใหญ่ เป้าซื้อหุ้นบิ๊กแคป ลงทุนเกิน 1 ปีรับคุ้มครองชีวิต-สุขภาพสูงสุด 10 ล้าน
นายบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ธนชาต เปิดเผยว่า บริษัทออกกองทุนที-ไพรม์พลัสเอไอ (T-PrimePlusAI) ลงทุนในหุ้นไทยขนาดใหญ่ ไม่เกิน 40 บริษัท และเพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านประกันชีวิตและสุขภาพให้กับผู้ ลงทุน
ทั้งนี้ การลงทุนในหุ้นจำเป็นต้องให้เวลาถึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ และก็พบว่าส่วนหนึ่งที่เป็นอุปสรรคทำให้การลงทุนในหุ้นไม่ประสบความสำเร็จ คือ การต้องนำเงินที่ลงทุนไว้มาเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ ทำให้ไม่สามารถลงทุนได้ถึงเป้าหมายที่วางไว้
อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่ในระยะแรกเน้นลงทุนในหุ้นขนาดใหญ่ เนื่องจากบริษัทเชื่อมั่นในการเติบโตของไทยในระยะนี้และในระยะถัดไป โดยหุ้นขนาดใหญ่นั้นครอบคลุมมูลค่าตลาดถึงกว่า 70% สะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นไทยได้เป็นอย่างดี ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มมีการพัฒนาและขยายตัวจากโครงการต่างๆ ที่เป็นเมกะโปรเจกต์จากภาครัฐ
นายบุญชัย กล่าวว่า หากลงทุนตามเงื่อนไข ผู้ลงทุนจะได้รับสิทธิประโยชน์จากประกันชีวิตและสุขภาพ คือ ลงทุนขั้นต่ำที่ 5 แสนบาท และคงเงินลงทุนไว้อย่างน้อย 1 ปี สามารถขายกองทุนได้ตามรอบที่กำหนด มีแผนคุ้มครองสุขภาพตามกรมธรรม์ให้ถึง 4 แผนความคุ้มครอง แต่ละแผนความคุ้มครองจะขึ้นอยู่กับเงินลงทุนของผู้ลงทุน ตั้งแต่ 5 แสนบาท/1.5 ล้านบาท/5 ล้านบาท และสูงสุด 10 ล้านบาท
สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะได้รับสิทธิประโยชน์นี้ คือ เป็นบุคคลธรรมดาที่มีอายุระหว่าง 15-65 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงตามเงื่อนไขของบริษัทประกัน และการคุ้มครองนั้นจะเริ่มต้นในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่ลงทุน หรือเมื่อได้รับการอนุมัติจากบริษัทประกัน
นายบุญชัย กล่าวอีกว่า หุ้นไทยขณะนี้ราคาไม่ถูก แต่ก็ไม่ถือว่าแพงนัก นับเป็นราคาที่เหมาะสม (Fair value) โดยบริษัทให้เป้าหมายหุ้นไทยปีหน้าที่ระดับ 1,750 จุด ดังนั้นดัชนีจึงมีโอกาสปรับตัวขึ้นหรือยังมีอัพไซส์จากปัจจัยต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจที่ยังเติบโตได้อีก อัตราดอกเบี้ยในประเทศก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับยังมีโครงการขนาดใหญ่อีกหลายโครงการที่ไตรมาสแรกปีหน้ามีการรอประมูลอยู่ เมื่อโครงการเหล่านี้ได้มีการดำเนินการจะผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดอีกมาก
อย่างไรก็ดี นอกจากความน่าสนใจในตลาดหุ้นไทยแล้ว ในส่วนของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่นับวันยิ่งแพงขึ้น จึงเป็นประเด็นที่ควรจับตาและให้ความ ใส่ใจ
นอกจากนี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ รายงานว่า ค่าใช้จ่ายสุขภาพรวมของคนไทยในปี 2559 อยู่ที่ 3.8 แสนล้านบาท ปรับตัวขึ้นจาก 3.6 แสนล้านบาท ในปี 2558 เกือบ 6% ถ้าย้อนดูสถิติที่ผ่านมาก็ปรับตัวสูงขึ้นมาโดยตลอด และหากนำสถิติย้อนหลังมาเปรียบเทียบ สามารถคาดการณ์ได้ว่าในอีก 10 ปีข้างหน้า ค่ารักษาพยาบาลก็จะสูงขึ้นเป็นลำดับ หากนักลงทุนไม่เตรียมพร้อม อาจทำให้การลงทุนไม่เป็นไปตามแผนได้







