
วิบากกรรมไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ฉุดลงทุนประเทศ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) วงเงิน 1 แสนล้านบาท ยังคงมีปัญหาสะดุดต่อเนื่อง ส่งผลให้การขายหน่วยลงทุนล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของประเทศ
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) วงเงิน 1 แสนล้านบาท ยังคงมีปัญหาสะดุดต่อเนื่อง ส่งผลให้การขายหน่วยลงทุนล่าช้าไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ซึ่งกระทรวงการคลังมองว่าเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนของประเทศ
ทั้งนี้ การจัดตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2558 โดยมีวัตถุประสงค์ให้กองทุนไปลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่และโครงสร้างพื้นฐานเดิม โดยการจัดตั้งกองทุนเริ่มแรกให้กระทรวงการคลังลงทุนจำนวน 1 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือจะระดมเงินจากนักลงทุนทั่วไป
หลังจากนั้นปัญหาการตั้งกองทุนก็มีมาต่อเนื่อง ตั้งแต่ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ต้องไปลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานเก่าที่มีรายได้อยู่แล้วมาเป็น ผลตอบแทนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุน และไปลงทุนในโครงการโครงสร้าง พื้นฐานใหม่ที่ยังไม่มีรายได้ ซึ่งในส่วนนี้ต้องมีการออกกฎหมายตั้งกองทุนประกันผลตอบแทนให้กับนักลงทุน โดยใช้เงินจากงบประมาณ แต่ปรากฏว่าทางสำนักงบประมาณไม่เห็นด้วย ทำให้การตั้งทุนประกันผลตอบแทนดำเนินการได้อย่างล่าช้า
อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ปลดล็อกปัญหาดังกล่าว โดยเริ่มต้นให้ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ไปลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้อยู่แล้ว เพื่อให้นักลงทุนมีความมั่นใจในการเข้ามาลงทุนซื้อหน่วยลงทุน แต่ปัญหาที่ตามมาหลังจากนั้นก็คือการ หาโครงการที่กองทุนจะเข้าไปลงทุน ซึ่งมีอยู่จำนวนมากแต่หน่วยงานเจ้าของโครงการไม่อยากให้ เพราะ กลัวเสียรายได้กระทบกับฐานะกับองค์กร ทำให้เสียเวลาในการดำเนินการนี้เป็นเวลาที่ยาวนาน
จนมาถึงต้นปี 2560 กระทรวงการคลังเจรจากับกระทรวงคมนาคมสำเร็จเบื้องต้น ว่าจะนำโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) จำนวน 2 โครงการ โดยการโอนรายได้ส่วนหนึ่งมาให้กองทุน เพื่อใช้จ่ายผลตอบแทนให้กับนักลงทุนในการระดมทุนที่จะทำให้ในเดือน พ.ค. 2560
แต่ทว่าการทำรายละเอียดลงตัวเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบได้ในเดือน พ.ค. 2560 ที่ผ่านมาโดยเลื่อนการขายหน่วยลงทุนให้ได้ภายในปีนี้
สำหรับสาระสำคัญที่ ครม. เห็นชอบระบุว่า ให้ กทพ. โอนในรายได้ของโครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) จำนวน 45% ให้กับกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์เป็นเวลา 30 ปี เพื่อใช้เป็นผลตอบแทนจ่ายละดมทุน 4.4 หมื่น ล้านบาท ให้กับ กทพ. ไปใช้ลงทุน โครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงินลงทุน 3.04 หมื่นล้านบาท และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W corridor ด้านตะวันออก วงเงินลงทุน 1.43 หมื่น ล้านบาท ที่จะเซ็นสัญญาก่อสร้าง ได้ในเดือน มี.ค. 2561
หลังจากที่ ครม. เห็นชอบ กระทรวงการคลังได้เร่งประสานกับ กทพ. เพื่อทำร่างสัญญาโอนและรับสิทธิโอนในรายได้ (RTA) โครงการทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา-อาจณรงค์) และทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา-ชลบุรี) ซึ่งปรากฏว่าติดปัญหา คณะกรรมการ กทพ. ไม่เห็นชอบ เพราะกังวล ผลกระทบรายได้ที่ลดลง จนทำให้โบนัสของพนักงานลดลง จนคลังต้องทุบโต๊ะว่าไม่มีปัญหาดังกล่าว
ถึงแม้ว่าล่าสุด คณะกรรมการ กทพ. จะเห็นชอบ และร่างสัญญา RTA จะถูกส่งไปให้สำนักงานอัยการตรวจสอบ เพื่อส่งไปขอยื่นจดทะเบียนขายหน่วยลงทุนจำนวน 4.4 หมื่น ล้านบาท กับทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) แต่การดำเนินการที่ล่าช้าทำให้การขายหน่วยลงทุนทำท่าจะไม่ทันภายในปีนี้
ยิ่งล่าสุดสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการทางพิเศษแห่งประเทศไทยยื่นเรื่องฟ้องศาลปกครองให้ดำเนินการระงับ จัดตั้งกองทุนยิ่งทำให้อุปสรรคการ ตั้งกองทุนเพิ่มขึ้นมากไปอีก
แม้ว่า สมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมายืนยันว่า ถึงจะมีหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจด้วยกันเองคัดค้านการตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ คลังก็ยังยืนยันเดินหน้าต่อไป เพราะเป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์กับการลงทุนของประเทศ เป็นการระดมเงินจากนักลงทุนมาลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นของประเทศ ช่วยลดภาระงบประมาณและการก่อหนี้ของประเทศ
ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า สคร. ก็ยังเดินหน้าตั้งไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์ ตามแผนที่ตั้งไว้ คือจะเตรียมการทั้งหมดให้เสร็จสิ้นภายในเดือน ก.ย.นี้ และระดมทุนให้ทันภายในปีนี้ แม่ว่าตอนนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะขยายหน่วยลงทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ส่วนแรก 4.4 หมื่นล้านบาท ได้ทันภายในปีนี้หรือไม่ เพราะต้องรอผลการตัดสินของศาลปกครองที่ทางสหภาพ กทพ. ไปยื่นเรื่องไว้
การล่าช้าการตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ส่งผลกระทบกับการลงทุนของประเทศโดยตรง โดยเฉพาะการก่อสร้างโครงการทางพิเศษพระราม 3-ดาวคะนอง-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันตก วงเงินลงทุน 3.04 หมื่นล้านบาท และโครงการทางด่วนขั้นที่ 3 สายเหนือตอน N2 และ E-W corridor ด้านตะวันออก วงเงินลงทุน 1.43 หมื่นล้านบาท ที่จะเซ็นสัญญาก่อสร้างได้ในเดือน มี.ค. 2561 และต้องใช้เงินจากการระดมทุนของไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์
นอกจากนี้ การลงทุนของประเทศอื่นมีอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะโครงการโครงสร้างพื้นฐานของประเทศด้านคมนาคมขนส่งวงเงิน 1.79 ล้านล้านบาท มีหลายโครงการที่ต้องใช้เงินจากไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ เพื่อลดภาระงบประมาณและการก่อหนี้ของประเทศสะดุดล่าช้าไปด้วย
ที่สำคัญประเทศไทยยังมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านสังคม สาธารณสุข การศึกษา ที่ใช้เงินไม่น้อยกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง เมื่อไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์เกิดการสะดุดล่าช้า และสำนักงบประมาณยังไม่เห็นด้วยกับการจั้งตั้งกองทุนประกันผลตอบแทน เพื่อให้ นักลงทุนเกิดความมั่นใจ การลงทุนเหล่านี้ก็เกิดขึ้นยากไปด้วย
ขณะเดียวกันความล่าช้าการตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ยังทำให้ประเทศเสียโอกาสด้านการระดมทุนซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยต่ำ ทำให้ต้นทุนการระดมเงินถูก และที่ผ่านมานักลงทุนแสดงความสนใจซื้อหน่วยลงทุนจำนวนมาก เพราะกระทรวงการคลังคาดการณ์ว่าจะให้ผลตอบแทน 7-8% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากในปัจจุบัน โดยผู้บริการกองทุนรวมหลายแห่งมองว่า ระดับผลตอบแทนที่ 5-6% ก็สามารถจูงใจนักลงทุนได้แล้ว และมั่นใจว่ากองทุนจะมีรายได้จ่ายผลตอบแทนเพียงพอ เพราะปริมาณการใช้รถและทางด่วนในเมืองไทยขยายตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะส่งผลให้การใช้รถและทางด่วนดังกล่าวเพิ่มขึ้นไปอีกด้วย
ดังนั้น การตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ จึงกลายเป็นวิบากกรรมของการลงทุนและเศรษฐกิจของประเทศไทย ถึงแม้ว่าการขยายตัวของประเทศจะดีขึ้น แต่ปัญหาการลงทุนที่ล่าช้าก็ฉุดให้การขยายตัวของเศรษฐกิจขยายตัวได้ไม่เต็มศักยภาพตามที่ 4-5% ตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้ n







