
ครม.ไฟเขียวคลังกู้ระยะสั้น
ครม.ไฟเขียวกฎหมายเงินคงคลัง เปิดช่องกู้เงินระยะสั้นเสริมสภาพคล่อง หวังลดภาระดอกเบี้ยปีละ 1.2 หมื่นล้าน
ครม.ไฟเขียวกฎหมายเงินคงคลัง เปิดช่องกู้เงินระยะสั้นเสริมสภาพคล่อง หวังลดภาระดอกเบี้ยปีละ 1.2 หมื่นล้าน
นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารหนี้สาธารณะ และร่าง พ.ร.บ.เงินคงคลัง เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารจัดการเงินคงคลังได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเพิ่มอำนาจให้กระทรวงการคลังกู้เงินมาเสริมสภาพคล่องของเงินคงคลังได้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลมีเงินไว้ใช้ดำเนินมาตรการต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมทันต่อสถานการณ์ และยังช่วยแก้ปัญหาการตุนเงินไว้เป็นจำนวนมากในช่วงต้นปีงบประมาณถึง 5-6 แสนล้านบาท โดยการตุนเงินไว้จำนวนมากอย่างนี้ จะทำให้เกิดภาระดอกเบี้ยสูงถึงปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปใช้ทำนโยบายที่เป็นประโยชน์อย่างอื่นได้
ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมาย 2 ฉบับนั้น ร่าง พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ ด้วยการเพิ่มอำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อบริหารสภาพคล่องเงินคงคลัง และให้นำเงินกู้ดังกล่าวต้องนำส่งคลัง พร้อมกำหนดให้การกู้เงินครั้งนี้ ต้องกู้เป็นเงินบาท ด้วยวิธีการออกตั๋วเงินคลัง และตราสารหนี้ระยะสั้นเท่านั้น ส่วนกรอบวงเงินกู้นั้น กระทรวงการคลังต้องมีหนี้คงค้างเพื่อบริหารสภาพคล่อง ณ ขณะใดขณะหนึ่งได้ไม่เกิน 5% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท
สำหรับร่าง พ.ร.บ.เงินคงคลัง มีสาระสำคัญกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังสั่งจ่ายเงินจากบัญชีเงินคงคลังบัญชีที่ 2 เพื่อจ่ายคืนต้นเงินกู้ที่กระทรวงการคลังกู้เพื่อบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลังตามกฎหมายว่าด้วยการ บริหารหนี้สาธารณะ โดยการดำเนินการตามข้อกฎหมายทั้งสองฉบับนั้น ยืนยันว่าจะไม่เป็นการสร้างหนี้ให้กับประเทศไทย แต่จะช่วยบริหารสภาพคล่องของเงินคงคลังของประเทศได้ดีขึ้น
"ท่าน รมว.คลัง ชี้แจงว่า ถ้าบริหารเงินคงคลังให้มีประสิทธิภาพสามารถลดต้นทุนดอกเบี้ยได้เดือนละ 1,000 ล้านบาท หรือปีละ 1.2 หมื่นล้านบาท/ปี สามารถนำเงินส่วนนี้ไปใช้สำหรับการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนได้อีกจำนวนมาก" นายกอบศักดิ์ กล่าว
นายกอบศักดิ์ กล่าวว่า ครม.ยังเห็นชอบกับร่างแผนพัฒนาตลาดทุนไทย ฉบับที่ 3 (ปี 2560-2564) ที่มี 5 มาตรการหลัก 14 มาตรการย่อย และแผนงานสนับสนุน 44 แผนงานย่อย โดยมีเป้าหมายพัฒนามูลค่าหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ให้เพิ่มเป็น 1.5 เท่าของผลผลิตมวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และมีมูลค่าตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนจำนวน 0.25 เท่าของจีดีพี







