
โยกย้ายต้องโปร่งใส
หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับโอน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา
หลังจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี มีมติอนุมัติให้สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รับโอน พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ไปแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา
ตามมาด้วยการลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี โดยนายจิรชัย มูลทองโร่ย ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ตำแหน่งที่ 15 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และวันเดียวกันก็ลงนามในคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ พ.ต.ท.พงศ์พร รับผิดชอบการตรวจราชการ ในเขตตรวจราชการที่ 8 ประกอบด้วย จ.สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา
ต่อมา พ.ต.ท.พงศ์พร ทำหนังสือในฐานะ ผู้อำนวยการ พศ. ถึงนายออมสิน ชีวะพฤกษ์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมรับคำสั่งย้ายจากตำแหน่งผู้อำนวยการ พศ.ไปเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี
แม้เรื่องดังกล่าว พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะออกมาชี้แจง ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินอย่างถูกต้องแล้วทุกประการ แต่คำอธิบายเพียงเท่านี้ ก็ไม่ได้ทำให้ความเคลือบแคลงคลี่คลายลง ยังกลายเป็นการสุมไฟให้เกิดข่าวลือสะพัดในแวดวงโซเชียล
ไม่เพียงเท่านั้น สวนดุสิตโพลของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ยังเผยแพร่ผลสำรวจว่า มุมมองที่มีต่อข่าวเด้งผู้อำนวยการ พศ. หลังลุยปราบทุจริตเงินทอนวัด อันดับ 1 อาจมีปัญหาภายใน มีเบื้องลึกมากกว่านี้ 60.32% อันดับ 2 การโยกย้ายควรมีความโปร่งใส บริสุทธิ์ ยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย 56.61% อันดับ 3 เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อยากให้ชี้แจงข้อมูลข้อเท็จจริง 46.30%
แน่นอนว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดข้อสงสัยต่อการโยกย้าย ก่อนหน้านี้การโยกย้ายในหลายหน่วยงานก็เคยก่อให้เกิดข้อสงสัย แม้จะไม่เป็นข่าวดัง แต่กลุ่มต่างๆ ในแวดวงราชการก็ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเป็นความเจ็บปวดของคนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน แล้ววันหนึ่งต้องถูกพิษการเมืองเล่นงาน ทำให้สูญเสียบุคลากรสั่นคลอนระบบคุณธรรมในราชการ และเมื่อข้าราชการหันพึ่งกระบวนการยุติธรรมเพื่อกู้ศักดิ์ศรีคืน ก็พบว่า กระบวนการยุติธรรมล่าช้า และกินเวลานาน การโยกย้ายจึงนับเป็นคลื่นใต้น้ำที่รอวันถึงจุดแตกหักในแวดวงข้าราชการและหลายหน่วยงาน อย่างปฏิเสธไม่ได้
กรณีดังกล่าว คำถามถึงการใช้อำนาจหน้าที่ของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยพุ่งเป้าไปที่ความเป็นธรรม ที่ส่งผลกระทบต่อการปฏิรูประบบราชการ ที่ยังตกอยู่ในวังวนของปัญหาระบบอุปถัมภ์
ฉะนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องมีคำตอบที่ชัดเจนถึงเหตุผลในการโยกย้าย ไม่ใช่อ้างแค่ความเหมาะสม อ้างเหตุผลไม่ต่างจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล คสช.ต้องเร่งปฏิรูประบบราชการอย่างจริงจังเสียที ไม่เช่นนั้น การยึดอำนาจที่ผ่านมาจะเสียของประเทศก็จะอยู่ในวังวนเดิม n







