posttoday
เอสเอ็มอีแบงก์ขึงกู้5%ยาว

เอสเอ็มอีแบงก์ขึงกู้5%ยาว

25 กันยายน 2553

โสฬสสั่งลากยาวถึงสิ้นปีลั่นต้องช่วยลูกค้าผู้ส่งออกให้แข่งขันในตลาดได้

โพสต์ทูเดย์ — เอสเอ็มอีแบงก์ประกาศตรึงดอกเบี้ยเงินกู้ยาวถึงสิ้นปี ช่วยผู้ส่งออกบรรเทาผลกระทบค่าบาทแข็ง

นายโสฬส สาครวิศว กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือเอสเอ็มอีแบงก์ เปิดเผยว่า ธนาคารยังคงมีนโยบายในการตรึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ออกไปจนสิ้นปี เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการทั่วไป รวมถึงผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาท

สำหรับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยในปีแรกของธนาคารอยู่ที่ระดับ 5% และจะทยอยเพิ่มอีกปีละ 0.5% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับดอกเบี้ยลูกค้าทั่วไปในระบบธนาคารพาณิชย์ที่คิดจากลูกค้าในอัตรา 7%

นอกจากนี้ ธนาคารยังได้สำรองเงินส่วนหนึ่งเพื่อรองรับสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการได้ใช้สำหรับซื้อประกันการส่งออก

ปัจจุบันเอสเอ็มอีแบงก์มีลูกค้าที่ส่งออกที่ค่อนข้างน้อยไม่ถึง 10% ของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งยังไม่ได้รับรายงานว่ามีลูกค้าส่งออกได้รับผลกระทบ

“ธนาคารจะคงดอกเบี้ยเงินกู้ไปถึงสิ้นปี เพราะถ้าขึ้นอีกจะทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้น ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ เพราะปัจจุบันราคาสินค้าไทยก็แพงกว่าเวียดนามอยู่ 10% แล้ว” นายโสฬส กล่าว

นายโสฬส กล่าวอีกว่า เงินเฟ้อยังไม่ใช่อุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ เพราะเงินเฟ้อในขณะนี้เกิดจากความต้องการซื้อสินค้าจากต่างประเทศ ที่จะทำให้รายได้ประชาชนในประเทศดีขึ้น เช่น เกษตรกรที่ปลูกอ้อย ยางพารา มีรายได้ดีขึ้นจึงบริโภคมากขึ้น

นายโสฬส กล่าวเห็นด้วยว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ ธปท. ควรคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ เพื่อไม่ให้ค่าเงินบาทแข็งค่าเกินไป เพราะการขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาสินค้าส่งออกแพง ทำให้ความต้องการซื้อสินค้าจากต่างประเทศลดลง ดังนั้นทางการควรหามาตรการอื่น เช่น การลดความต้องการซื้อในประเทศแทน

“สถานการณ์ขณะนี้เงินเฟ้อไม่น่าห่วง และดอกเบี้ยก็ไม่ควรจะขึ้นเร็ว ขณะนี้ควรทรงดอกเบี้ยไว้ก่อน แต่ไม่ถึงกับต้องลดดอกเบี้ย เพราะจะทำให้ความน่าเชื่อถือของธนาคารกลางลดลง” นายโสฬส กล่าว

ผลดำเนินงานในช่วง 7 เดือนที่ผ่านมาสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 1.4 หมื่นล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 1.11.2 หมื่นล้านบาท คาดว่าทั้งปีจะสามารถปล่อยสินเชื่อได้ 2 หมื่นล้านบาท หรือสูงกว่าเป้าหมายถึง 30% ส่งผลให้ยอดสินเชื่อคงค้าง ณ สิ้นปี 2553 เพิ่มขึ้นอยู่ที่ระดับ 8 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ กำไรในช่วง 7 เดือนแรกนั้น นายโสฬส ยอมรับว่า ธนาคารยังไม่มีกำไร เนื่องจากได้ทยอยตั้งสำรองจ่ายดอกเบี้ยกรณีการออกตราสารดอกเบี้ยลอยตัว หรือเอฟอาร์ซีดี จำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.14 หมื่นล้านบาท เป็นจำนวนเงินสูงถึงเดือนละ 130140 ล้านบาท

ขณะที่การดำเนินการในเรื่องเอฟอาร์ซีดี นั้น ธนาคารคงต้องรอผลการตัดสินของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่คาดว่าน่าจะมีการชี้มูลในเดือน พ.ย.นี้ หากพบว่าธนาคารไม่มีความผิดก็จะสามารถนำการสำรองดอกเบี้ยจ่ายในช่วงกว่า 1 ปีที่ผ่านมา รวมเป็นกว่า 2,000 ล้านบาท กลับคืนมาเป็นกำไรได้ในทันที ซึ่งจะทำให้ธนาคารมีกำไร

นายโสฬส กล่าวว่า แนวโน้มการแข่งขันสินเชื่อเอสเอ็มอีมีความรุนแรงมากขึ้น แต่ธนาคารก็มีจุดเด่นที่มีโครงการอัตราดอกเบี้ยผ่อนปรนจึงสามารถที่จะแข่งขันได้

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน