
ผลประโยชน์ค้ำคอ โลกเสียงแผ่วแก้โรฮีนจา
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์ วิกฤตความรุนแรงในรัฐยะไข่ ของเมียนมา ซึ่งปะทุขึ้นมารอบใหม่นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ทำให้ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตุรกี ออกมากดดัน "อองซานซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างหนัก จากการที่ไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยและแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ได้
ทีมข่าวต่างประเทศโพสต์ทูเดย์
วิกฤตความรุนแรงในรัฐยะไข่ ของเมียนมา ซึ่งปะทุขึ้นมารอบใหม่นับตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ทำให้ประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย อินโดนีเซีย และตุรกี ออกมากดดัน "อองซานซูจี" ที่ปรึกษาแห่งรัฐ และรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมาอย่างหนัก จากการที่ไม่สามารถหยุดยั้งปฏิบัติการกวาดล้างชนกลุ่มน้อยและแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้ได้
ในทางตรงกันข้าม บรรดาประเทศในเอเชีย เช่น จีน ญี่ปุ่น อินเดีย และกลุ่มประเทศอาเซียนอื่นๆ กลับไม่ออกมาเคลื่อนไหวมากนัก เนื่องจากหวั่นเกรงจะเป็นการบั่นทอนสายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศตัวเองและเมียนมา โดยนิตยสารนิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่าปัจจุบัน เมียนมากำลังเป็นหนึ่งในประเทศเนื้อหอมที่หลายชาติหมายตาเข้ามาทำการค้าและการลงทุน หลังเศรษฐกิจเมียนมาขยายตัวถึง 6.4% เมื่อปี 2016 ส่วนการใช้จ่ายผู้บริโภคก็มีแนวโน้มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ
รายงานระบุว่า จีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของเมียนมา ซึ่งมูลค่าการค้าทั้งหมดระหว่าง 2 ประเทศ อยู่ที่ 9,446 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.12 แสนล้านบาท) ในช่วงปีงบ 2016-2017 นอกจากนี้ จีนยังเข้ามาลงทุนในเมียนมามากที่สุดในขณะนี้
นิกเกอิรายงานว่า จีนคัดค้านการให้นานาชาติเข้าไปแทรกแซงกรณีการแก้ วิกฤตโรฮีนจา ระหว่างการประชุมสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เมื่อเดือน ส.ค. โดยระบุว่า "เป็นเรื่องภายในที่ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้ในชั่วข้ามคืน" โดยญี่ปุ่นมีท่าทีคล้ายคลึงกับจีนเช่นกัน ในการไม่ผลักดันให้ประชาคมโลกเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
ด้านนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี ของอินเดีย เดินทางไปพบปะกับอองซานซูจี หลังความรุนแรงใน รัฐยะไข่ปะทุขึ้น โดยโมดีระบุชัดว่า ความสำคัญลำดับแรกของรัฐบาลคือการ รักษาความสัมพันธ์ทวิภาคีของสอง ประเทศเอาไว้ และหันไปคุยกันเรื่อง ความร่วมมือพัฒนาท่าเรือในเมืองซิตตเว รัฐยะไข่







