
ตลาดหนี้ EM เนื้อหอม ต่างชาติแห่โยกเงินเข้า
นันทิยา วรเพชรายุทธในขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินในประเทศใหญ่ๆ ของโลกกำลังเป็นทิศทางขาขึ้น แต่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางรายกลับยังคงเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อ เช่น ธนาคารกลางอินเดีย และธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ลดดอกเบี้ยไปเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าอาจจะเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายแล้วในยุคการเงินโลกตึงตัวขึ้นก็ตาม
นันทิยา วรเพชรายุทธ
ในขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินในประเทศใหญ่ๆ ของโลกกำลังเป็นทิศทางขาขึ้น แต่กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่บางรายกลับยังคงเดินหน้านโยบายการเงินแบบผ่อนคลายต่อ เช่น ธนาคารกลางอินเดีย และธนาคารกลางอินโดนีเซีย ที่ลดดอกเบี้ยไปเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าอาจจะเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายแล้วในยุคการเงินโลกตึงตัวขึ้นก็ตาม
อย่างไรก็ดี แม้จะไม่มีแรงดึงดูด ต่อเนื่องในเรื่องสเปรดช่องว่างการเก็งกำไรส่วนต่างดอกเบี้ยเพิ่ม นักลงทุน ต่างชาติก็ยังคงเดินหน้าโยกเงินเข้าไปลงทุนในตลาดเกิดใหม่เหล่านี้อย่าง ร้อนแรง โดยเฉพาะ "ตลาดตราสารหนี้" ที่ได้ชื่อว่าให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ในเอเชียปีนี้
จากข้อมูลของแบงก์ชาติอินเดียและอินโดนีเซีย ซึ่งรวบรวมโดยบลูมเบิร์ก พบว่าในปี 2017 นี้ ตลาดตราสารหนี้ของทั้งสองประเทศสามารถดึงดูดเงินทุนไหลเข้าได้สูงสุดทุบสถิติใหม่ที่ 2.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.6 แสนล้านบาท)
ราจีฟ เดอ เมลโล หัวหน้าฝ่ายการลงทุนสินทรัพย์ถาวรในเอเชียของบริษัท ชโรเดอร์ อินเวสต์เมนต์ แมเนจเมนต์ ให้มุมมองว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะธนาคารกลางขนาดใหญ่ 4 แห่งของโลก เริ่มมีทิศทางลังเลมากขึ้นต่อการปรับนโยบายการเงินให้ตึงตัวขึ้นและกลับสู่ยุคปกติ เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อ ไม่ขยายตัวเร็วอย่างที่เคยคาดเอาไว้ ทำให้นักลงทุนยังสามารถเดินหน้ามุ่งหาผลตอบแทนสูงได้อยู่
ภายใต้แรงหนุนจากการปฏิรูปเศรษฐกิจ ปัจจุบันบอนด์ยิลด์ของ ทั้งสองประเทศถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคถึงเกือบเท่าตัว โดยผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของอินเดียอยู่ที่ 6.49% และของอินโดนีเซียอยู่ที่ 6.67%
แต่เดิมนั้นในช่วงต้นปี หลายฝ่าย ยังคงเชื่อว่าปี 2017 จะเป็นปีแห่งดอกเบี้ยโลกขาขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่ได้แรงหนุนจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในประเทศและนโยบายกระตุ้นของรัฐบาลประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ บวกกับมาตรการผลักดันราคาน้ำมันของกลุ่มประเทศโอเปกและกลุ่มนอกโอเปก ก็น่าจะช่วยให้อัตราเงินเฟ้อเติบโตได้ ตามคาดด้วย
ทว่า เมื่ออัตราเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เช่นเดียวกับการเมืองสหรัฐที่เละเทะจนไม่สามารถผ่านกฎหมายสำคัญออกมาเป็นชิ้นเป็น อันได้แม้แต่ฉบับเดียว ทำให้เฟดเริ่มส่งสัญญาณลังเลต่อสปีดในการขันนอต การเงินให้ตึงตัว
แบงก์ชาติขนาดใหญ่อื่นๆ เองก็ได้รับผลกระทบตามไปด้วย เช่น ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) ที่อาจจะไม่ประกาศขันนอตการเงินได้มาก เนื่องจากจะ ยิ่งดึงเงินลงทุนเข้ามาและทำให้ค่าเงินยูโรยิ่งแข็งค่าขึ้นมากเกินไป จนกระทบต่อการส่งออก การค้าการลงทุน และการฟื้นตัวของยุโรปเอง หลังจากที่เงินยูโรแข็งค่าขึ้นไปแล้วถึง 13% เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งอ่อนค่าลงหนักเมื่อเทียบกับค่าเงินในเอเชียและค่าเงินหลักๆ ทั่วโลก
ภาวะดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์เช่นนี้จึงทำให้นักลงทุนคาดการณ์ใหม่ว่า นโยบายการเงินขาขึ้นในปีนี้จะไม่เร่งสปีดเร็วอย่างที่เคยคาดไว้ และจึงเป็นจังหวะให้ยังมีเวลาออกไปล่าผลตอบแทนสูงได้อีกพักใหญ่ โดยเฉพาะตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่มีแรงดึงดูดทั้งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนสูง ทุนสำรองระหว่างประเทศที่ทุบสถิติ และเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง
นิกเกอิ เอเชียน รีวิว ระบุว่า ทุนสำรองระหว่างประเทศของหลายชาติในเอเชีย ซึ่งไม่รวมจีนและญี่ปุ่น ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือน ก.ค.ปีนี้ ขยายตัวแตะ 2.4 ล้านล้านดอลลาร์ (เกือบ 80 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นถึง 6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีอินโดนีเซียเพิ่มขึ้น 15% อินเดียเพิ่มขึ้น 7% สิงคโปร์ 7% เกาหลีใต้ 3% และไต้หวัน 2%
ใน "อินโดนีเซีย" นั้นมีเงินไหลเข้า ตลาดตราสารหนี้แล้วถึง 9,200 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ (ราว 3.04 แสนล้านบาท) หรือสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา โดยส่วนหนึ่งยังเป็นฟันด์โฟลว์ต่างชาติที่ โยกมาจากตลาดตราสารทุนกว่า 2,300 ล้านดอลลาร์ (ราว 7.6 หมื่นล้านบาท) ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอินโดนีเซียได้รับ การปรับขึ้นอันดับเครดิตตั้งแต่ช่วงกลางปีนี้ เป็นต้นมา ทำให้มีความสามารถในการระดมทุนผ่านตลาดตราสารหนี้มากขึ้น และยังได้สัญญาณจากธนาคารกลางด้วยว่า อาจมีการลดดอกเบี้ยเพิ่มอีกในอนาคตเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นก็ได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าใน เลข 2 หลักไปแล้วในช่วงก่อนหน้านี้
ทาเคชิ โยคูจิ ผู้จัดการกองทุนอาวุโสของไดวะ เอสบี อินเวสต์เมนต์ ให้มุมมองว่า นักลงทุนต่างมองอินโดนีเซียในเชิงบวก ทั้งในแง่เสถียรภาพทางการเมืองและมีการพัฒนาปรับปรุงเชิงโครงสร้างพื้นฐานที่ ดีขึ้น อีกทั้งยังมียิลด์ที่น่าดึงดูดอีกด้วย
ขณะที่ "อินเดีย" มีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ 1.99 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีนี้ (ราว 6.58 แสนล้านบาท) โดยนักวิเคราะห์ของมิแร แอสเซท โกลบอล ระบุว่า แม้อินเดียอาจจะไม่ลดดอกเบี้ยลงอีกในปีนี้ก็ไม่มีปัญหา เพราะมีปัจจัยดึงดูดมากพอในแง่ตลาดภายในประเทศที่มีขนาดใหญ่ และรองรับความผันผวนของต่างประเทศได้ อีกทั้งการเมืองยังมีเสถียรภาพและมียิลด์ในระดับสูง
บรรดานักวิเคราะห์เชื่อว่า หลังเผชิญมรสุมจากการยกเลิกธนบัตรบางรายการเพื่อหวังควบคุมการคอร์รัปชั่นในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจอินเดียจะกลับมาฟื้นตัวได้ในไตรมาส 3 นี้เป็นต้นไป และจะเติบโตได้เกิน 7% ในไตรมาส 4 ปีนี้ เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่น่าจะเติบโตได้เกิน 5%
ภายใต้ทิศทางที่โลกยังไม่แน่นอน ไปอีกระยะ ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียจึงจะยังดึงดูดเม็ดเงินได้ต่อเนื่องจนกว่าการปรับทิศทางนโยบายโลกเพื่อดูดเงินกลับ จะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงหลังจากนี้







