
ทหารไทยฟันธง ปีหน้าจีดีพีไม่ถึง 4%
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์โค้งสุดท้ายทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหนนั้น มีหลายหน่วยงานออกมาประมาณแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ล่าสุดศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ได้ประกาศปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ 3.5% และคาดปีหน้าโต3.8% จากส่งออกชี้ว่าประโยชน์จะกระจุกที่ภาคธุรกิจรายใหญ่
ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
โค้งสุดท้ายทิศทางเศรษฐกิจไทยจะไปทางไหนนั้น มีหลายหน่วยงานออกมาประมาณแนวโน้มเศรษฐกิจไทย ล่าสุดศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย ได้ประกาศปรับเพิ่มจีดีพีปีนี้ 3.5% และคาดปีหน้าโต3.8% จากส่งออกชี้ว่าประโยชน์จะกระจุกที่ภาคธุรกิจรายใหญ่
นริศ สถาผลเดชา ผู้อำนวยการอาวุโส ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย เปิดเผยว่า ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2560 ใหม่ จาก 3.3% เพิ่มขึ้นเป็น 3.5% พร้อมกับประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัวต่อเนื่องที่ระดับ 3.8% โดยการเติบโตเศรษฐกิจที่ดีขึ้นต่อเนื่อง มาจากการส่งออก เติบโตดีกว่าที่คาด ซึ่งมองว่าการส่งออกปีนี้จะเติบโตได้ถึง 5.8% และปีหน้าการส่งออกจะเติบโตที่ระดับ 4.8%
ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยปีหน้ายังโตไม่ถึง 4% เนื่องจากการเติบโตไม่กระจายไปถึง ธุรกิจรายกลางและรายย่อย โดยเติบโตกระจุกอยู่ที่รายใหญ่เช่นเดียวกับปีที่ผ่านมา ตามเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลัก ที่ยังเป็นส่งออกลงทุนขนาดใหญ่ และ การท่องเที่ยว โดยเฉพาะการส่งออกเป็นตลาดของบริษัทขนาดใหญ่ที่ได้ประโยชน์มากที่สุด
ด้านการลงทุนภาคเอกชนในปีนี้คาดว่า เติบโตเพียง 1.6% และจากการส่งออกที่ขยายตัวต่อเนื่อง ประกอบกับโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐจะเริ่มเห็นผล น่าจะทำ ให้การลงทุนภาคเอกชนในปี 2561 ขยายตัว ได้ดีขึ้นเป็น 3.8% ซึ่งมองว่าการเติบโต 3% มาจากการลงทุนของบริษัทรายใหญ่ โดยเฉพาะในกลุ่มยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ส่วนการเติบโตอีก 0.8% เป็นการลงทุนของ บริษัทขนาดเล็ก
"ในประเทศไทย เอสเอ็มอีที่จดทะเบียน 6 แสนบริษัท แอ็กทีฟ 3.5 แสนราย บริษัทที่เมนเทนกำไรต่อเนื่องมีแค่ 2.8 หมื่นราย หรือ 8% ของเอสเอ็มอีทั้งประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาคการค้า 1.7 หมื่นราย ซื้อมาขายไป ไม่ได้มีการลงทุน เพิ่มนวัตกรรมแต่ อย่างใด" นริศ กล่าว
อย่างไรก็ดี การบริโภคภาคเอกชน ปี 2560 กับ 2561 เติบโตไม่แตกต่างกันมากคาดว่าอยู่ที่ 3.1-3.2% ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมจะดีขึ้น แต่การเติบโตกระจุกตัวอยู่ที่บริษัทรายใหญ่ ที่มีการจ้างงานต่ำที่มีสัดส่วน 13% ของการจ้างงานทั้งประเทศ ขณะที่ภาคเกษตรมีแรงงาน 32% ยังไม่แน่นอน ราคาสินค้าเกษตรทรงตัว รายได้ของเกษตรกรไม่ได้เพิ่มขึ้น ส่วนธุรกิจเอสเอ็มอีจ้างงาน 55% ไม่ได้อานิสงส์การเติบโตเศรษฐกิจเช่นกัน ทำให้การบริโภคภาคเอกชนในภาพรวม ไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
พูน พานิชพิบูลย์ นักวิเคราะห์เศรษฐกิจ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามากมักเกิดขึ้นในช่วงดุลการชำระเงินเป็นบวกมากๆ สะท้อนว่ามีความต้องการ ค่าเงินบาทสูง จากการส่งออกขยายตัว และการท่องเที่ยวเติบโต ทำให้ปีนี้เงินบาท แข็งค่า แต่การที่โฟกัสแรงซื้อขายบอนด์ของนักลงทุนต่างชาติมองผิดจุด เพราะแรงซื้อต่างชาติมีเพียง 10% ของดุลการ ชำระเงินทั้งหมด เทียบส่งออกและท่องเที่ยว มีสัดส่วน 50% และมองข้ามไม่ได้คือการที่คนไทยลงทุนต่างประเทศ ผ่าน FIF ที่เติบโตต่อเนื่องจะกดดันค่าเงินในอนาคต ปัจจัยมาจากบริษัทใหญ่พร้อมลงทุนมากขึ้น และเห็นโอกาสที่ล้อไปกับอีอีซี เช่น โตโยต้า อยากลงทุนโรงงานอีวี เป็นต้น แต่แรงซื้อหุ้นและบอนด์ต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นชัดเจน จากแรงซื้อหุ้นเป็นหลัก ดังนั้น ปีหน้าบาทแข็งค่ามากขึ้นต่อเนื่อง สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 32.50 บาท โดยระหว่างปีมีโอกาสเห็นแข็งค่าไปถึง 31 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ได้ ส่วนสิ้นปีนี้ 33.30 บาท/ดอลลาร์
ปัจจัยบาทแข็ง มาจากพื้นฐาน เศรษฐกิจไทย ที่หากเติบโตต่อเนื่อง จะหนุน และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนปัจจัยบาทอ่อนมาจากธนาคารกลางหลักที่ใช้นโยบายการเงินตึงตัวมากขึ้น และการผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสหรัฐที่ปีนี้ไม่เห็นภาพนั้น แต่ปีหน้ามีลุ้นว่าประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์อาจจะ มีนโยบายมากระตุ้นเศรษฐกิจ
ด้านอัตราดอกเบี้ยนโยบายปีนี้คง 1.5% และปีหน้าจะขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้งไปอยู่ที่ 2% โดยเฟดขึ้นสิ้นปีนี้ 1 ครั้ง ทำให้อยู่เท่ากัน 1.5% หากปีหน้าเราไม่ขึ้นดอกเบี้ยไทยจะ ต่ำกว่าเฟด ซึ่งเป็นสถานการณ์ไม่ปกติของประเทศที่มีเครดิตริสก์ต่ำกว่าสหรัฐ ปัจจัยเงินเฟ้อพื้นฐาน 0.5% ลงต่อเนื่อง สะท้อนการบริโภคชะลอ อาจทำให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยได้ป้องกันเงินฝืด อาจได้เพียง 0.25% ในปีนี้ ปีหน้าการลงทุนไทยกลับมาจะขึ้นดอกเบี้ย แต่หากไม่ลงทุนดอกเบี้ยจะคงที่
สำหรับแนวโน้มสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ จะเริ่มกลับมาช่วงท้ายปี คาดว่าจะเติบโต 5% และปีหน้าเติบโต 5.7% มาจากสินเชื่อรายใหญ่เป็นหลักเติบโต 7% ที่ค่อนข้างสูง ขณะที่สินเชื่อ เอสเอ็มอี 4.7% สินเชื่อรายย่อย 5.5% ซึ่งเมื่อก่อนเคยโต 2 หลัก
โดยหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะพีกไตรมาส 3 ของปีนี้ที่ระดับ 3% และไตรมาส 4 จะปรับโครงสร้างหนี้มาปิดที่ 2.8% โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี ที่จะเห็นเอ็นพีแอลพีกสุดที่ 4.5% และสิ้นปีหน้า เอ็นพีแอลจะปิดที่ 2.6% และกลุ่มเอสเอ็มอี จะยังคงแบกเอ็นพีแอลสูงสุดที่ 4.1%
"เอ็นพีแอลสิ้นปีหน้าจะมีปริมาณราว 4 แสนล้านบาท 80% มาจากรายย่อยและ เอสเอ็มอีส่วนเอ็นพีแอลจากรายใหญ่เพียง 20% โดยเอ็นพีแอลที่มากที่สุด คือ ค้าปลีก ค้าส่ง" นริศ กล่าว
ส่วนสภาพคล่องทั้งระบบของธนาคารพาณิชย์ รวมสินทรัพย์สภาพคล่องทั้งหมด 4.2 ล้านล้านบาท เพียงพอกับการลงทุนแน่นอน แต่ความเสี่ยงสภาพคล่องใน ปีหน้าคือการลดคิวอี ของธนาคารกลางยักษ์ใหญ่ โดยไซส์คิวอีของเฟดพอๆ กับอีซีบีและบีโอเจ จึงน่าเป็นห่วงความเสี่ยงสภาพคล่องลดลงอย่างมีนัยสำคัญ







