
เอกชน เล็งพบ รมว.อุตหวั่นปรับโครงสร้างภาษีกระทบยอดขาย
เอกชนกลุ่มยานยนต์หวั่นข่าวการปรับโครงสร้างภาษีกระทบยอดขาย เตือนรัฐระวังการให้ข่าว พร้อมเสนอรัฐตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์ เพื่อช่วยลดต้นทุนในส่งรถไปทดสอบต่างประเทศ
เอกชนกลุ่มยานยนต์หวั่นข่าวการปรับโครงสร้างภาษีกระทบยอดขาย เตือนรัฐระวังการให้ข่าว พร้อมเสนอรัฐตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์ เพื่อช่วยลดต้นทุนในส่งรถไปทดสอบต่างประเทศ
นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังหารือกับนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ว่า ภาคเอกชนเตรียมขอนัดเข้าหารือกับนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรมเพื่อหารือเกี่ยวกับข้อเสนอแนะของผู้ประกอบการยานยนต์ โดยภาคเอกชนต้องการเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายภาษีสรรพสามิตรถยนต์ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่าในการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์จะต้องมีระยะเวลาเพื่อให้ทุกฝ่ายได้เตรียมการ
รวมทั้งต้องการให้ภาครัฐระมัดระวังการให้ข่าวปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ เนื่องจากข่าวที่ออกมาจะส่งผลกระทบให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อ เพราะหวังว่าราคารถยนต์จะลดลง และตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาการจำหน่ายรถยนต์เป็นไปได้ด้วยดี จึงไม่ต้องการให้ข่าวการลดภาษีมากระทบการขายรถยนต์ในช่วงปลายปี
นอกจากนี้ ภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐพิจารณาการลงทุนศูนย์ทดสอบยานยนต์ในไทย เพื่อช่วยลดต้นทุนให้กับผู้ประกอบการที่แต่ละปีมีการส่งรถยนต์ไปทดสอบในต่างประเทศ ซึ่งไทยผลิตรถยนต์ปีละ 1.6 ล้านคัน แต่ไม่มีศูนย์ทดสอบยานยนต์ ส่วนมาเลเซียผลิตรถยนต์ปีละ 4 แสนคัน แต่มีศูนย์ทดสอบยานยนต์ที่ลงทุนโดยภาครัฐ จึงเห็นว่าหากไทยยังไม่ดำเนินการอาจเสียเปรียบคู่แข่ง โดยภาคเอกชนพร้อมที่จะร่วมลงทุนกับภาครัฐในการตั้งศูนย์ทดสอบแต่ภาครัฐควรเป็นผู้ลงทุนส่วนใหญ่
ขณะเดียวกันภาคเอกชนต้องการให้กระทรวงอุตสาหกรรมพิจารณาเกี่ยวกับการกำหนดมาตรฐานหรือฉลากรถยนต์ประหยัดพลังงาน ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานหลายแห่งมีแผนจะออกฉลากรถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม ภาคเอกชนจึงกังวลว่าอาจสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภคและผู้บริโภคอาจต้องติดสติกเกอร์มาตรฐานจำนวนมาก โดยภาคเอกชนต้องการให้ภาครัฐดำเนินการเรื่องดังกล่าวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งนายวิฑูรย์รับที่จะประสานงาน สมอ.เพื่อบูรณาการการออกมาตรฐานสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
นายวัลลภ เตียศิริ ผู้อำนวยการสถาบันยานยนต์ กล่าวว่า คณะกรรมการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งชาติ (กอช.) มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2553 ให้การจัดตั้งศูนย์ทดสอบยานยนต์มูลค่า 1,800 ล้านบาท ควรให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนด้วย เพราะเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยียานยนต์ของภาคเอกชนมาก ซึ่งสถาบันยานยนต์จะต้องหารือกับผู้ประกอบการว่าการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนควรจะมีสัดส่วนเท่าใด โดยถ้าภาคเอกชนไม่พร้อมที่จะร่วมลงทุนก็คงต้องรองบประมาณ สมอ.ในการพัฒนาศูนย์ทดสอบมาตรฐานแต่อาจจะใช้เวลามากกว่าแผนการตั้งศูนย์ทดสอบที่กำหนดไว้ 3 ปี







