posttoday
‘สุพิชา พงศ์ศีลธน’ ปรับตัวตามตลาด แข่งได้ไม่แพ้รายใหญ่

‘สุพิชา พงศ์ศีลธน’ ปรับตัวตามตลาด แข่งได้ไม่แพ้รายใหญ่

30 สิงหาคม 2560

โชคชัย สีนิลแท้จากแนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัย Creating Your Practical Life ที่นอกจากจะสวยงาม แล้วยังต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาโครงการอาจจะเน้นเรื่องราคามากจนเกินไปทำให้สินค้าที่ออกมาไม่สามารถใช้สอยได้จริง หรือผู้ประกอบการบางรายอาจจะเน้นที่การสร้างแบรนด์ จนทำให้สินค้าที่พัฒนานั้นมีราคาสูงจนเกินไป ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กสามารถแข่งกับรายใหญ่ได้

โชคชัย สีนิลแท้

จากแนวคิดในการพัฒนาที่อยู่อาศัย Creating Your Practical Life ที่นอกจากจะสวยงาม แล้วยังต้องตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า เพราะที่ผ่านมาการพัฒนาโครงการอาจจะเน้นเรื่องราคามากจนเกินไปทำให้สินค้าที่ออกมาไม่สามารถใช้สอยได้จริง หรือผู้ประกอบการบางรายอาจจะเน้นที่การสร้างแบรนด์ จนทำให้สินค้าที่พัฒนานั้นมีราคาสูงจนเกินไป ซึ่งเป็นช่องทางที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายเล็กสามารถแข่งกับรายใหญ่ได้

สุพิชา พงศ์ศีลธน ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารธุรกิจ กลุ่มบริษัท เอ็นริช กล่าวว่า แนวทางในการพัฒนาโครงการของบริษัทนั้น ต้องมองหาจุดกึ่งกลางที่ดีเพื่อตอบโจทย์ความต้องการระหว่างผู้ประกอบการกับ ผู้บริโภค โดยมีหลักการคือการเข้าถึงลูกค้า พัฒนาสินค้าเพื่อให้พื้นที่ใช้สอยสามารถใช้งานได้จริง โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กระตือรือร้นกับเทคโนโลยี ซึ่งข้อดีของบริษัทขนาดไม่ใหญ่คือสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว

"จุดเด่นของการพัฒนาโครงการคือต้องผสานกับเทคโนโลยี มีใครมาติดต่อเจ้าของบ้านที่ผ่านมาตั้งแต่ด้านหน้าโครงการจนถึงเข้ามาสู่ตัวบ้าน หรือพื้นที่การใช้งานอย่างเช่นบริเวณด้านล่างนั้นจะกันเผื่อไว้เป็นห้องผู้สูงอายุ โดยทั่วไปมักจะอยู่ข้างหน้าหรือติด กับที่จอดรถ แต่เมื่อมีการ เปลี่ยนฟังก์ชั่นบ้านใหม่ต้องคำนึงถึงว่าลูกค้าจะเจอปัญหาอะไรในการใช้ชีวิตภายในบ้าน ปกติลูกค้าในกรุงเทพฯ จะชอบอยู่ภายในบ้านมากกว่าพื้นที่ภายนอก จึงต้องพัฒนาแบบบ้านให้เต็มพื้นที่เต็มทั้งหลัง หรือพื้นที่ครัวให้เป็นฟังก์ชั่นที่สำคัญภายในบ้านได้ครัวที่ใหญ่จริง" สุพิชา กล่าว

ที่ผ่านมาบริษัทได้พัฒนาโครงการเอ็นริช พาร์ค ถนนกาญจนาภิเษก มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท พื้นที่ประมาณ 60 ไร่ จำนวน 105 ยูนิต ราคาอยู่ที่ 20-60 ล้านบาท ปิดการขายไปแล้ว โครงการที่ 2 ตั้งแต่ปี 2553 เป็นโครงการธารา ราชพฤกษ์ ปิ่นเกล้า มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท พื้นที่ 80 ไร่ ราคา 4-7 ล้านบาท จำนวน 390 ยูนิต ขายและโอนไปแล้ว 90% และโครงการปัจจุบันเดอะมาร์ค ที่เปิดการขายตั้งแต่เดือน มี.ค. 2560 มูลค่าโครงการ 560 ล้านบาท ราคาเริ่มต้น 15.99-25 ล้านบาท มีทั้งหมด 26 ยูนิต ปัจจุบันขายไปได้แล้ว 70% พร้อมกับได้เปิดโซนเอฟ ธารา ราชพฤกษ์ ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโซนสุดท้ายภายในโครงการเป็นทาวน์โฮม เริ่มต้นที่ 3.99 ล้านบาท 19 ยูนิต ปัจจุบันปิดการขายไปแล้ว

ในช่วงต้นปี 2561 จะเป็นตัวโครงการคูณบนถนนราชพฤกษ์จำนวน 20 ยูนิต บนพื้นที่ 6 ไร่ เป็นบ้านเดี่ยว 3 ชั้น ราคาเริ่มต้น 14 ล้านบาท เป็นราคา เบื้องต้น ขนาด 300 ตารางเมตร บนที่ดินเริ่มต้น 50 ตารางวา ถึงแปลงที่ดินสูงสุดประมาณ 70 ตารางวา มูลค่าโครงการ 300 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมีแผน จะเปิดตัวโครงการคอนโดมิเนียมในย่านฝั่งธนบุรี บนเนื้อที่ 2-3 ไร่ ในช่วงไตรมาสแรก ปี 2560 มูลค่าโครงการ 810 ล้านบาท

ทั้งนี้ แนวทางการพัฒนาโครงการในอนาคตไม่ได้เน้นพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยเน้นการพัฒนาโครงการที่ดีที่สุดกับลูกค้า การเป็นผู้พัฒนารายใหญ่ในตลาดนั้นก็ใช่ว่าจะดี โตเร็วก็ใช่ว่าจะดีก็คิดว่าการ ที่พัฒนาโปรดักต์ที่สร้างความภูมิใจทำให้ลูกค้ารู้สึก ชื่นชอบและบอกต่อ โดยที่ดินที่จะพัฒนาโครงการจะอยู่ในบริเวณกรุงเทพฯ โซนตะวันตก เนื่องจากมีความชำนาญในการพัฒนาโครงการย่านนี้

"ที่ผ่านมาบริษัทมีอัตราการเติบโตปีละ 30% การทำธุรกิจร่วมกันกับเครือญาติ ในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ก็มีบางโครงการขนาดเล็กมาเสนอให้บริษัทนั้นเข้าไปแก้ปัญหาโครงการเดิมเพราะฉะนั้นโอกาสจึงเข้ามาเรื่อยๆ คิดว่าถ้าตอบโจทย์กับกลุ่มลูกค้าก็จะพัฒนาได้ทันที แต่ถ้าของเดิมนั้นพัฒนาแล้วไม่เหมาะกับการพักอาศัยก็จะไม่นำมาพัฒนา" สุพิชา กล่าว

หลักการสำคัญในการพัฒนาโครงการขนาดเล็กหากจับตลาดระดับบนนั้นจะพัฒนาได้เหมาะสมกว่า แต่ถ้าเป็นโครงการขนาดใหญ่จะต้องมีการคละกันระหว่างการพัฒนาโครงการเพื่อจับตลาดระดับกลาง ไปจนถึงระดับบน โดยเริ่มจากระดับราคขายตั้งแต่ 4 ล้านบาท/ยูนิตขึ้นไป ขณะเดียวกันต้องพยายามสร้างจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง เช่น ทุกโครงการที่ก่อสร้างนั้นใช้อิฐมอญทั้งหมด เนื่องจากอิฐมอญในระยะยาวนั้นเหมาะสมกว่าในการจะปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงห้องภายในบ้าน

ที่สำคัญการพัฒนาโครงการต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 30-40 ปีนั้น ต้องการบ้านที่แสดงความเป็นตัวตนของคนกลุ่มนั้น แต่สิ่งสำคัญจะต้อง ไม่ได้ตีกรอบการพัฒนา การบริหารจะง่ายกว่า ที่สำคัญต้องเป็นผู้ประกอบการที่พัฒนาตามเรียลดีมานด์ ขณะที่รายใหญ่เขาจะมีแหล่งเงินทุนที่เขาถึงได้ง่ายกว่า ด้วยตัวสินค้าที่จะขาย ที่ผ่านมาเครดิตของบริษัทค่อนข้างดี จึงทำให้ต้นทุนทางการเงินไม่สูงมาก ใกล้เคียงกับผู้ประกอบการรายขนาดใหญ่จะเห็นได้ว่า การทำธุรกิจในวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตที่มองว่า การทำธุรกิจต้องใหญ่ถึงจะอยู่รอด หรือจะต้องเก่งที่สุด แต่ ณ วันนี้ไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ปรับตัวได้ดีที่สุดคือคนที่จะอยู่รอด

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน