
สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี 4 กฎเหล็กบริหารเงิน
พูลศรี เจริญ ได้พูดคุยเรื่องแนวคิดการวางแผนทางการเงินและการออมส่วนตัวของไวท์คอลลา ดอกเตอร์เอ หรือ "สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี" แล้วทำให้อดชื่นชมไม่ได้ว่าช่างเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนดีมาก
พูลศรี เจริญ
ได้พูดคุยเรื่องแนวคิดการวางแผนทางการเงินและการออมส่วนตัวของไวท์คอลลา ดอกเตอร์เอ หรือ "สุทธิสิทธิ์ แจ่มดี" แล้วทำให้อดชื่นชมไม่ได้ว่าช่างเป็นคนที่มีระเบียบแบบแผนดีมาก
ที่สำคัญคือ ดอกเตอร์เอมีการบริหารจัดการ เรื่อง "ความเสี่ยง" ที่ดี และให้ความสำคัญกับ เรื่อง "สภาพคล่อง" ทางการเงิน
ปัจจุบันดอกเตอร์เอ อายุ 43 ปี สถานะโสด
หน้าที่การงานเป็นหนึ่งในขุนพลหนุ่มแห่งรั้ว สีเขียวกลุ่มธนาคารกสิกรไทย เขาอยู่ในฟากของตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กสิกรไทย ตำแหน่ง รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ธุรกิจหลักทรัพย์
ปัจจุบัน บล.กสิกรไทย มีผลิตภัณฑ์และบริการด้านการลงทุนที่ครบวงจรให้แก่ลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เช่น ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ หุ้นกู้อนุพันธ์, Single Stock Futures Block Trade, KS Automa ted Trading System ซึ่งเป็นระบบซื้อขายหลักทรัพย์อัตโนมัติ และ KS Super Stock Application เป็นต้น นอกจากนี้มีบริการซื้อขายหลักทรัพย์ต่างประเทศ
แนวคิดเรื่องการวางแผนทางการเงินส่วนตัว ดอกเตอร์เอจะบอกตัวเองเสมอว่ารายจ่ายต้องไม่เกินรายได้ ที่สำคัญ คือ ยึด 4 กฎเหล็กดังต่อไปนี้มาตั้งแต่วัยเด็ก
กฎข้อที่หนึ่ง ไม่ใช้จ่ายเกินตัว
กฎข้อที่สอง ต้องหาเพิ่ม
กฎข้อที่สาม จะทำอะไรสักเรื่องต้องคิดให้รอบคอบ ให้ความสำคัญเรื่องการบริหารความเสี่ยง ถ้าบริหารความเสี่ยงไม่ได้จะไม่ลงทุนเลย
กฎข้อที่สี่ ไม่อาศัยดวง
จากหลักคิดที่ว่าต้อง "สร้างรายได้มากกว่าออม" ทำให้ดอกเตอร์เอมีความมุ่งมั่นและมีวินัยสูงจนทำให้มีเงินเก็บจำนวนมากตั้งแต่วัยเด็ก อายุไม่ถึง 10 ขวบ เขาสามารถหาเงินก้อนเล็กๆ ได้ด้วยตัวเอง ด้วยการช่วยมารดาขายของ
"ตามหลักการวางแผนทางการเงิน ก่อนลงทุนต้องมีเงินออม 6 เท่าของเงินเดือน"
ดอกเตอร์เอ กล่าวว่า ปัจจุบันเขาให้เงินทำงาน หรือพอร์ตลงทุนอยู่ใน 3 สินทรัพย์ ดังนี้
อสังหาริมทรัพย์ 50%
กองทุนรวมตลาดเงิน 30% เป้าหมายเพื่อ เป็นแหล่งพักเงิน และให้อัตราดอกเบี้ย 1.36% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเงินฝาก
กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) สัดส่วน 20% และประกันชีวิต
สาเหตุที่จัดสรรเงินไว้ในกองทุนรวมตลาดเงินสัดส่วนถึง 30% ดอกเตอร์เอบอกสั้นๆ ว่า "ผมเป็นคนที่เชื่อเรื่องสภาพคล่อง"
เหตุผลที่ไม่ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) เนื่องจากอายุยังน้อยและมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว
"กองทุน LTF ผมจะเลือกลงทุนในกองทุนหุ้น ธรรมาภิบาลสูง เพราะมีความเชื่อว่าถ้าคนดีๆ เป็น ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนนั้นๆ ผลตอบแทนอาจจะไม่ดีมาก แต่มีความมั่นคง"
สาเหตุที่เงินออมอยู่ในตลาดหุ้นน้อย เขาให้เหตุผลว่า "ผมทำงานกับตลาดหุ้น ชีวิตผูกกับตลาดหุ้นก็เหมือนตัวเองลงทุนในหุ้นอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็หมายถึงถ้าหุ้นปรับตัวลงหนักๆ ผมก็อาจจะตกงาน ดังนั้นเงินออมผมจะไม่ลงทุนในหุ้นโดยตรง"
ส่วนการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีทั้งบ้าน คอนโดมิเนียม และที่ดินเปล่า มีเป้าหมายเพื่อเป็นการลงทุนระยะยาว
หลักการลงทุนในคอนโดมิเนียม เขาบอกว่าจะเลือกทำเลแนวรถไฟฟ้า โดยต้องไม่เกิน 30 เมตร จากแนวรถไฟฟ้า
เช่นเดียวกับการลงทุนในที่ดินเปล่า จะใช้หลักการเดียวกับการลงทุนในคอนโดมิเนียม คือ ต้องอยู่ในจุดที่ขายต่อได้
"ผมกล้าซื้อของดี ราคาแพง เพราะเชื่อว่าจะขายได้ราคาแพง"
ดอกเตอร์เอ ยกตัวอย่าง คอนโดมิเนียมที่เขาซื้อไว้เมื่อ 3 ปีก่อน เป็นทำเลย่านอโศกและเพลินจิต ปัจจุบันราคาอยู่ที่ 2.5 แสนบาท/ตารางเมตรแล้ว
ดอกเตอร์เอ กล่าวว่า การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ควรใช้เงินสด เพราะการซื้อเงินผ่อนจะทำให้มีต้นเพิ่มจากดอกเบี้ย เช่น ซื้อบ้านที่ราคา 10 ล้านบาท ผ่อน 30 ปี ราคารวมจะเกิน 10 ล้านบาทแน่นอน
เมื่อถามถึงแนวคิดเรื่องการใช้เงินล่วงหน้า หรือการเป็นหนี้บัตรเครดิต เขาบอกตัวเองก็มีบัตรเครดิตหลายใบ แต่ไม่เคยกู้เงินผ่านบัตรเครดิตและไม่เคยมียอดค้างบัตรเครดิต
"ผมเป็นหนี้เฉพาะซื้อคอนโดมิเนียมเพราะดอกเบี้ยต่ำ และมองว่าชีวิตไม่เป็นหนี้นอนหลับสบาย และถ้าไม่เป็นหนี้จะมีความยืดหยุ่นกว่า"
อย่างไรก็ตาม ดอกเตอร์เอ บอกว่า ใช่ว่าจะเป็นหนี้กันไม่ได้ บางคนก็มีเหตผล
ยกตัวอย่าง นักเรียนต่างประเทศกู้เงินมาเรียน ประชากรในสหรัฐอเมริกาผ่อนเงินกู้เพื่อการศึกษา บวกบัตรเครดิต และจะผ่อนกันหมดตอนอายุ 40 ปี เป็นต้น
สุดท้ายนี้ดอกเตอร์เอมีแนวคิดเรื่องการกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ต่างๆ ทั่วโลกว่า ถือเป็นอีกทางเลือกและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่จะเพิ่มอำนาจการลงทุนและสร้างผลตอบแทนที่มากขึ้น
เขายกตัวอย่างว่า การเข้าไปลงทุนในบริษัทจดทะเบียนที่มีชื่อเสียงในต่างประเทศ กลุ่มธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่มีในตลาดไทย อีกทั้งยังสามารถช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน กรณีเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อตลาดหุ้นไทย ทำให้ตลาดมีความผันผวนจนกระทบต่อพอร์ตการลงทุน เป็นต้น







