posttoday
โลกระอุนั่งไม่ติด เกาหลีเหนือป่วนยาว

โลกระอุนั่งไม่ติด เกาหลีเหนือป่วนยาว

03 กันยายน 2560

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์เกาหลีเหนือยังคง "ยั่วยุ"อย่างต่อเนื่องด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ข้ามผ่านน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา และระหว่างที่ประชาคมโลกกำลังหาทางคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากการยิงไอซีบีเอ็มดังกล่าวนั้นเกาหลีเหนือกลับยังเดินหน้าไม่หยุด ด้วยการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน อาวุธนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างสูงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมาซึ่งนับเป็นการทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 แล้วที่เกาหลีเหนือ

ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์

เกาหลีเหนือยังคง "ยั่วยุ"อย่างต่อเนื่องด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลข้ามทวีป (ไอซีบีเอ็ม) ข้ามผ่านน่านฟ้าประเทศญี่ปุ่นไปเมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา และระหว่างที่ประชาคมโลกกำลังหาทางคว่ำบาตรเพิ่มเติมจากการยิงไอซีบีเอ็มดังกล่าวนั้นเกาหลีเหนือกลับยังเดินหน้าไม่หยุด ด้วยการทดสอบระเบิดไฮโดรเจน อาวุธนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างสูงยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู ไปเมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมาซึ่งนับเป็นการทดลองนิวเคลียร์ครั้งที่ 6 แล้วที่เกาหลีเหนือ

ตลาดไม่ได้ตอบรับเรื่องดังกล่าวรุนแรงมากนักเมื่อเทียบกับวิกฤตการณ์ "ภูมิรัฐศาสตร์" ใหญ่ในประวัติศาสตร์ เช่น เหตุวินาศกรรม 11 ก.ย. หรือวิกฤตมิสไซล์คิวบาในสมัยสงครามเย็น ที่ตลาดหุ้นร่วงลงถึง 5-8% โดยมีเพียงทองคำเท่านั้นที่เคลื่อนไหวแรงปรับขึ้นไปแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 1 ปี หลังวันที่ 3 ก.ย.

ความ "ใจเย็น" ของตลาดเป็นผลมาจากความเคยชินจากการยั่วยุอย่างต่อเนื่องของเกาหลีเหนือนั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดความรุนแรงขึ้นจริง นอกเสียจากความตึงเครียดแก่ประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสหรัฐ

"บางทีนักลงทุนอาจเริ่มตระหนักได้แล้วว่าเกาหลีเหนือกำลังทำสัญญาณเตือนลวงในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ดังนั้นนักลงทุนก็แค่ปิดสัญญาณเตือนเหล่านั้น" จอห์น นอร์มานด์ หัวหน้าฝ่ายอัตราแลกเปลี่ยน โภคภัณฑ์ และฝ่ายวิจัยอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศของธนาคารเจพีมอร์แกน กล่าว

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามตลาดทุนไป ความตึงเครียดจากการยั่วยุ ของเกาหลีเหนือก็ถือเป็น "ของจริง" ที่สร้างปฏิกิริยาต่อชาติมหาอำนาจ ทั้งในและนอกภูมิภาค ตั้งแต่จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐ และกำลังเป็นบททดสอบสำคัญต่อชาติมหาอำนาจเหล่านี้ต่อไป

หลังการเปิดเผยดังกล่าว เจมส์ แมตทิส รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เปิดเผยว่า อาจใช้มาตรการตอบโต้ทางทหารหากเกาหลีเหนือยังไม่หยุดยั่วยุ ส่วนเกาหลีใต้ซ้อมรบบุกโจมตีฐานยิงนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา และเตรียมจะซ้อมรบร่วมกับสหรัฐ อีกครั้ง รวมถึงยังจะติดตั้งระบบต่อต้าน มิสไซล์จากสหรัฐเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น เตรียมจะผลักดัน "การคว่ำบาตร" เพิ่มเติม ซึ่งเป็นหนึ่งในหนทางในการกดดันเกาหลีเหนือรอบใหม่ โดยก่อนหน้านี้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) มีมติให้ คว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหญ่ ด้วยการตัดช่องทางส่งออกถ่านหิน แร่เหล็ก ตะกั่ว และอาหารทะเล ที่สร้างรายได้ให้เกาหลีเหนือประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี (ราว 3.3 หมื่นล้านบาท)

แต่การคว่ำบาตรดังกล่าวตามมาด้วยการข่มขู่ของเกาหลีเหนือจะโจมตี ไปยังเกาะกวม ตามมาด้วยการยิง ไอซีบีเอ็มข้ามผ่านน่านฟ้าญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 28 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนเกาหลีเหนือจะทดสอบระเบิดไฮโดรเจนที่มีอานุภาพรุนแรงกว่าระเบิดปรมาณูที่ใช้กับ ฮิโรชิมาและนางาซากิเมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า ภาคธุรกิจส่วนที่ยังเหลือให้นานาชาติ คว่ำบาตรเกาหลีเหนือได้มี 3 ภาคส่วนด้วยกัน คือ การค้าน้ำมัน สิ่งทอ และการทำธุรกรรมกับธนาคารในจีน

สำหรับภาคส่วนแรก คือ การค้าน้ำมันนั้น เกาหลีเหนือพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันมาจากประเทศข้างเคียงอย่างจีน โดยญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในประเทศที่เรียกร้องให้คว่ำบาตรในภาคส่วนดังกล่าว เพื่อตัดกำลังการทำการเกษตร ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจโสมแดง

ทว่า การคว่ำบาตรดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เนื่องจากจีนไม่รายงานตัวเลขการส่งออกน้ำมันไปเกาหลีเหนือ ทำให้การประเมินประสิทธิภาพการคว่ำบาตรทำได้ยาก ดังนั้นการจะตัดท่อน้ำเลี้ยงเกาหลีเหนือ จำเป็นต้องพึ่งพาการสนับสนุนจากจีน เช่นเดียวกับในด้าน สิ่งทอและธนาคาร

ซีเอ็นเอ็นมันนี่ รายงานว่า จีนจ้างให้โรงงานผลิตสิ่งทอในเกาหลีเหนือผลิตสินค้าให้ และตีตรา "เมด อิน ไชน่า" ก่อนส่งออกไปยังประเทศอื่นๆ ขณะที่ ธนาคารจีนยังทำธุรกรรมกับเอกชนต่างๆ ที่ทำธุรกิจอย่างผิดกฎหมายกับเกาหลีเหนือ โดยการพึ่งพาการกดดันจากจีนเป็นไปได้ยาก เนื่องจากจีนต้องการเห็นเกาหลีเหนือเป็น "กันชน" อิทธิพลของสหรัฐในเอเชียตะวันออก

หนทางที่สอง คือ "การเจรจา" โดยจีนพยายามจะฟื้นฟูการเจรจา 6 ฝ่าย ได้แก่ เกาหลีเหนือ เกาหลีใต้ จีน ญี่ปุ่น รัสเซีย และสหรัฐ ซึ่งการเจรจาดังกล่าวยุติไปหลังปี 2008 และมีความพยายามจะฟื้นการเจรจา ดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2005 การเจรจาดังกล่าวได้ข้อตกลงให้เกาหลีเหนือระงับโครงการพัฒนานิวเคลียร์ แลกกับความสัมพันธ์ทางการทูตและการช่วยเหลือด้านพลังงาน

ทว่า การเจรจาดังกล่าวล้มเหลวลงหลังการเจรจารอบสุดท้ายในปี 2008 โดยเกาหลีเหนือเมินข้อตกลงดังกล่าว และปล่อยดาวเทียม ซึ่งนานาชาติ เชื่อว่าเป็นการนำร่องโครงการพัฒนา ไอซีบีเอ็มก่อน ตามมาด้วยการคว่ำบาตรเกาหลีเหนือครั้งใหญ่ แม้การ ส่งดาวเทียมดังกล่าวจะล้มเหลว

นอกจากนี้ สหรัฐยังไม่เห็นด้วยกับหนทางการเจรจา โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ย้ำเตือนหลายครั้งว่าการเจรจากับเกาหลีเหนือนั้น ไม่ได้ผล และต้องใช้วิธีการอื่นในการกดดันแทน เช่น การให้จีนช่วยตัด ท่อน้ำเลี้ยงของเกาหลีเหนือ

"เกาหลีใต้กำลังค้นพบเหมือนกับที่ผมเคยบอกเขาว่า การพูดคุยพะเน้าพะนอกับเกาหลีเหนือ ไม่ได้ผล" ทรัมป์ กล่าวผ่านทวิตเตอร์หลังเกาหลีเหนือทดสอบระเบิดไฮโดรเจน

มาตรการสุดท้าย คือ "มาตรการทางทหาร" ซึ่งเป็นวิธีที่แข็งกร้าวมากที่สุด โดยรวมไปถึงการติดตั้งอาวุธและระบบต่อต้านขีปนาวุธเพิ่มในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เช่น เกาหลีใต้ที่นำระบบต่อต้านขีปนาวุธทาด (THAAD) ของสหรัฐมาติดตั้ง หรือญี่ปุ่นที่กำลังเสนอเพิ่มงบกลาโหมจนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 5.26 ล้านล้านเยน (ราว 1.59 ล้านล้านบาท) ซึ่งรวมถึงงบปรับปรุงระบบป้องกันขีปนาวุธข้ามทวีป และซื้อฝูงบินขับไล่ล่องหนรุ่นใหม่สุดและทรงอานุภาพมากที่สุดในขณะนี้อย่าง F-35 จำนวน 6 ลำ

อย่างไรก็ตาม จีนไม่อาจอยู่เฉยต่อมาตรการดังกล่าวได้ เนื่องจากการเพิ่มขีดความสามารถในการรบของประเทศข้างเคียงจะกลายเป็นแรงกดดันต่อความมั่นคงแดนมังกร โดยจีนเคย ประกาศบอยคอตสินค้าของเกาหลีใต้เพื่อตอบโต้กรณีติดตั้งทาดมาแล้ว ซึ่งทำให้ลอตเต้ กรุ๊ป เครือบริษัทใหญ่จากแดนโสมขาวต้องปิดสาขาในจีนมากกว่า 40 แห่ง ขณะที่การท่องเที่ยวกระทบหนักจากการแบนทัวร์จากจีนไปยังเกาหลีใต้

หนทางที่นานาชาติจะหยุดยั้ง การพัฒนาอาวุธของเกาหลีเหนือจึงเต็มไปด้วยความยากลำบาก ด้วยการ มีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเป็นเดิมพัน ทำให้เอเชีย รวมถึงสหรัฐ ต้องพัวพันกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเลี่ยงไม่ได้ ในขณะที่ เกาหลีเหนือยังไม่มีท่าทีจะหยุดการ "ยั่วยุ" แต่อย่างใด

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค