
ไอทีดีคว้ารถไฟทางคู่โคราช
รฟท.เปิดผลประมูลรถไฟทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางจิระ ไอทีดีซิวสัญญาแรก
รฟท.เปิดผลประมูลรถไฟทางคู่มาบกะเบา-ชุมทางจิระ ไอทีดีซิวสัญญาแรก พร้อมปรับแผนลงทุนร่างทีโออาร์ใหม่ช่วงรถไฟผ่าเมือง
นายเอก สิทธิเวคิน รองผู้ว่าการกลุ่มอำนวยการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ผลการเปิดประมูล
ผู้ลงทุนโครงการรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-จิระ สัญญาที่ 1 ช่วงมาบกะเบา –คลองขนานจิตร ระยะทาง 58 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 7,720 ล้านบาท เป็นไปอย่างเรียบร้อย ไม่มีข้อร้องเรียนจากผู้ร่วมประมูลคงมีเพียงแค่ข้อท้วงติงในบางประเด็นเท่านั้น
ทั้งนี้ ตัวแทนบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมประมูลมีจำนวน 9 ราย โดยมีการแข่งขันเคาะราคาทุกราย ซึ่งการประมูลสัญญาที่ 1 มีเอกชนที่เสนอราคาต่ำสุดอยู่ ที่ 7,560 ล้านบาท ต่ำกว่าราคากลาง 160 ล้านบาท คิดเป็น 2.07% โดยหลังจากนี้ รฟท.จะส่งผลประกวดราคาให้กับ นายอานนท์ เหลืองบริบูรณ์ ในฐานะรักษาการผู้ว่าการ รฟท.อนุมัติ ก่อนลงนามเห็นชอบเบื้องต้น หลังจากนี้จะส่งผลประกวดราคาเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกิจการ (บอร์ด) รฟท. ในวันที่ 8 ก.ย.ต่อไป
อย่างไรก็ตาม การประชุมบอร์ด รฟท.ครั้งนี้ ยังเตรียมเสนอผลประกวดราคาอีก 4 โครงการ มูลค่ารวม 44,593 ล้านบาท ซึ่งจะเริ่มเปิดประมูลระหว่างวันที่ 4-7 ก.ย.นี้ เพื่อพิจารณาเห็นชอบก่อนลงนามสัญญาต่อไป ประกอบด้วย โครงการรถไฟทางคู่ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร ระยะทาง 167 กม. วงเงิน 16,234 ล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-จิระ สัญญาที่ 3 งานอุโมงค์รถไฟ 9,399 ล้านบาท โครงการรถไฟทางคู่ลพบุรี-ปากน้ำโพ ระยะทาง 116 กม. วงเงิน 23,921 ล้านบาท แบ่งเป็นสัญญาที่ 1 ทางรถไฟยกระดับช่วงบ้านกลับ-โคกกระเทียม วงเงิน 10,147 ล้านบาท และส่วนสัญญาที่ 2 ช่วงท่าแค-ปากน้ำโพ วงเงิน 8,813 ล้านบาท
ด้านแหล่งข่าวจาก รฟท. เปิดเผยว่า สำหรับบริษัทเอกชนที่ชนะการประกวดราคาโครงการรถไฟทางคู่ช่วงมาบกะเบา-จิระ สัญญาที่ 1 ช่วงมาบกะเบา–คลองขนานจิตร ระยะทาง 58 กม. ได้แก่ บริษัท อิตาเลียนไทย
ดีเวล๊อปเมนต์ (ไอทีดี) เสนอราคาต่ำสุดอยู่ที่ 7,560 ล้านบาท
ด้านสัญญาช่วงคลองขนานจิตร–ชุมทางถนนจิระ ระยะทาง 69 กม. วงเงิน 7,060 ล้านบาท ที่กระทรวงคมนาคมได้สั่งล้มการประมูลเพื่อปรับเปลี่ยนแบบแปลนใหม่ โดยจะจัดทำเป็นทางรถไฟยกระดับระยะทาง 4.8 กม. ผ่าใจกลางเมืองโคราช โดยเตรียมเสนอเข้าสู่การประชุมบอร์ด รฟท.ในครั้งนี้เช่นกัน เพื่อให้มีมติเห็นชอบในการยกเลิกการประมูลโครงการ ซึ่งคาดว่าจะทำให้ขั้นตอนดำเนินโครงการในสัญญาที่ 2 นี้ ล่าช้าออกไปประมาณ 10 เดือน
อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ รฟท.จะเร่งปรับแบบและดำเนินการจ้างที่ปรึกษาออกแบบโครงการให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน ก่อนดำเนินการศึกษาความเหมาะสม ออกแบบโครงการและจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เพื่อเสนอต่อสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และกระทรวงคมนาคมต่อไป แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนหน้านี้ มีการประเมินว่าการปรับแผนดังกล่าวส่งผลให้งบประมาณดำเนินโครงการปรับเพิ่มจาก 7,060 บาท เป็น 10,060 บาท และยังส่งกระทบต่อระยะเวลาการเปิดดำเนินการ คาดว่าจะล่าช้าออกไปอีก 19 เดือน จากเดิมที่ตั้งเป้าจะก่อสร้างและเปิดให้บริการในปี 2563 อาจจะเลื่อนไปเป็นปี 2565 แทน







