
EEC...สิ่งที่ประเทศไทยรอมานาน
ปิยณัฐ อรัญเกษมสุข ผู้เขียนพูดเสมอว่าประเทศไทยเรานั้นขาดข่าวการลงทุนใหม่ๆ ใหญ่ๆ มานานพอสมควร ถึงภาครัฐจะประกาศปาวๆ ว่าจะลงทุนในโครงการต่างๆ มากมาย แต่ระบบเศรษฐกิจก็ยังไม่ค่อยจะตอบสนองกับข่าวสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะโครงการส่วนใหญ่นั้นรัฐเป็นผู้ลงทุนเอง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคนส่วนใหญ่ การลงทุนแบบนี้กว่าจะเห็นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลานานพอสมควร
ปิยณัฐ อรัญเกษมสุข
ผู้เขียนพูดเสมอว่าประเทศไทยเรานั้นขาดข่าวการลงทุนใหม่ๆ ใหญ่ๆ มานานพอสมควร ถึงภาครัฐจะประกาศปาวๆ ว่าจะลงทุนในโครงการต่างๆ มากมาย แต่ระบบเศรษฐกิจก็ยังไม่ค่อยจะตอบสนองกับข่าวสักเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะโครงการส่วนใหญ่นั้นรัฐเป็นผู้ลงทุนเอง ซึ่งจากประสบการณ์ที่ผ่านมาของคนส่วนใหญ่ การลงทุนแบบนี้กว่าจะเห็นผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลานานพอสมควร
จริงแล้วคนไทยนั้นไม่ได้ใจร้อนเพียงแต่รอมานานว่าจะมีอะไรเป็นรูปธรรมขึ้นมาจริงๆ ซักที ข่าวดีคือตอนนี้คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ได้ประกาศว่าจะมีการพัฒนาโครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor (EEC) ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อพัฒนาพื้นที่ในภาคตะวันออกและตั้งใจให้นำไปสู่การลงทุนแบบต่อเนื่องของภาคเอกชน การลงทุนแบบนี้จะทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบแบบยั่งยืน และยิ่งไปกว่านั่นคือการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายแห่งแรกของการลงทุนระหว่างประเทศในกลุ่ม AEC
รายละเอียดของ EEC นั้นเยอะมาก แต่จะขอกล่าวถึงสิ่งที่ควรทราบหลักๆ ก่อน อันดับแรก จังหวัดที่เกี่ยวข้องประกอบไปด้วย 3 จังหวัด คือ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ครั้งนี้เป็นการพัฒนาจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออกเดิม หรือ Eastern Seaboard ที่มีมากว่า 30 ปีแล้ว พูดง่ายๆ คือการอัพเกรดโครงสร้างพื้นฐานในบริเวณ EEC ให้ทันสมัย เช่น รถไฟความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ระยอง พัฒนาสนามบินอู่ตะเภาให้เป็นสนามบินนานาชาติสามารถรองรับผู้โดยสารได้ถึง 3 ล้านคน/ปี สร้างท่าเรือน้ำลึกใหม่ที่แหลมฉบัง และอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากโครงสร้างพื้นฐาน การตัดสินใจเข้ามาลงทุนของผู้ประกอบการยังมีเรื่องของคุณภาพชีวิตและส่วนสนับสนุนอื่นๆ เช่น ความพร้อมของแรงงานในพื้นที่ ซึ่งในแผน EEC ได้กล่าวถึงการพัฒนาพื้นที่พักอาศัยที่ จ.ฉะเชิงเทรา และจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งในภูมิภาค ส่วนเรื่องแรงงาน มีการเตรียมแผนการพัฒนาศูนย์กลางด้านการศึกษา ศูนย์ฝึกแรงงาน และศูนย์พัฒนาทักษะนานาชาติ เพื่อเตรียมความพร้อมของแรงงานที่จะเข้าสู่ระบบธุรกิจในภูมิภาค EEC ต่อไป
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่กล่าวมานั้นเพื่อให้ผู้ลงทุนมั่นใจในศักยภาพของประเทศไทย ที่ตั้งใจให้ EEC เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ดีที่สุดและทันสมัยที่สุดในภูมิภาคอาเซียน สามารถดึงดูดผู้ลงทุนทั้งในประเทศและต่างชาติ เรื่องนี้ส่งผลประโยชน์แก่ผู้คนในภูมิภาคโดยตรง เนื่องจากต้องมีการจ้างแรงงานมากมายในอนาคต และเป็นการกระจายความเจริญจากกรุงเทพฯ สู่จังหวัดอื่นๆ แบบเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น ผู้ประกอบการที่มาลงทุนใน EEC ไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป สามารถตั้งสำนักงานใหญ่ใน EEC ได้เลยเพราะมีทุกอย่างพร้อม เช่น ที่พักอาศัยที่ทันสมัย ระบบโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ สนามบินนานาชาติ และที่สำคัญครอบครัวของผู้ประกอบการสามารถย้ายมาใช้ชีวิตอยู่ใน EEC ได้เพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและระบบการศึกษาที่สร้างขึ้นใหม่เพื่อรองรับความต้องการลักษณะนี้โดยเฉพาะ ทำให้เกิดเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจแห่งใหม่ขึ้นในอนาคต เป็นเศรษฐกิจหมุนเวียนจะสมดุลที่จับต้องได้จริงๆ ครั้งแรก
ภาคเอกชนควรเตรียมตัวให้พร้อมต่อการพัฒนา EEC ครั้งนี้ และควรเริ่มจากการพิจารณาลักษณะธุรกิจของตนก่อนว่าจะได้ประโยชน์จากการเข้าไปตั้งรกรากอยู่ใน EEC หรือไม่ เพราะนอกจากผลประโยชน์ทางด้านภาษีแล้ว ความได้เปรียบทางด้านโครงข่ายและการขนส่งที่จะมีขึ้นในอนาคตสามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและลดต้นทุนได้ในเวลาเดียวกัน อีกทั้งปัญหาแรงงานที่ขาดแคลนจะถูกแก้ด้วยศูนย์ฝึกแรงงาน และศูนย์พัฒนาทักษะนานาชาติ และสามารถประกันอุปทานของแรงงานในอนาคตได้
ภาครัฐเองคงต้องออกแรงมากหน่อยในการเชื้อเชิญบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุนใน EEC หรือที่เราเรียกกันกว่า ผู้ลงทุนหลัก (Anchor Investor) กลุ่มนักลงทุนเหล่านี้สามารถดึงดูดผู้ลงทุนรายอื่นๆ เพราะเป็นการพิสูจน์ว่า EEC ของไทยเรานั้นดีพอสำหรับบริษัทระดับโลก แถม Anchor Investor ยังมีคู่ค้าที่ต้องตามมาลงทุนเพื่อเชื่อมต่อซัพพลายเชนอีกนับไม่ถ้วน ทำให้เกิดการลงทุนแบบต่อเนื่องไปทั้งระบบและเกิดการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ผู้ประกอบการไทยไปใช้ในการพัฒนาตัวเองต่อไป เรียกได้ว่าได้ทั้งชื่อเสียงและได้ทั้งเงิน แต่ถึงเป็นการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ลงทุน ภาครัฐเองควรไม่ลืมที่จะดูแลผู้ประกอบการไทยและคนไทยที่ควรมีกฎให้ต้องใช้บริการหรือสินค้าของคนไทยกี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้แน่ใจว่าเม็ดเงินที่หมุนไปมาแบบต่อเนื่องนั้นได้กระจายไปถึงคนไทยจริงๆ n







