
อี-คอมเมิร์ซไทยเดือด 4 ยักษ์นอกรุมชิงเค้ก
เรื่อง | iPriceวงการอี-คอมเมิร์ซไทยลุกเป็นไฟเมื่อเจดี (JD) ยักษ์ใหญ่รายที่สองจากจีนประกาศเข้าชิงส่วนแบ่งในตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมูลค่ากว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ช่วงปลายปี 2560 นี้ โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่ประเทศเพื่อนบ้าน
เรื่อง | iPrice
วงการอี-คอมเมิร์ซไทยลุกเป็นไฟเมื่อเจดี (JD) ยักษ์ใหญ่รายที่สองจากจีนประกาศเข้าชิงส่วนแบ่งในตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมูลค่ากว่า 8.6 หมื่นล้านบาท ช่วงปลายปี 2560 นี้ โดยตั้งเป้าให้ไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการแก่ประเทศเพื่อนบ้าน
Richard Liu ผู้ก่อตั้งเจดี กล่าวว่า "เราจะเข้าสู่ประเทศไทยก่อนสิ้นปีนี้และเราจะค้นหาพาร์ตเนอร์ที่ดีที่สุดมาร่วมงานด้วย เรายินดีต้อนรับทุกคนยกเว้น Lazada"
เป็นที่แน่ชัดว่า Lazada ถูก ครอบครองโดยยักษ์ใหญ่อย่าง Alibaba ซึ่งศึกครั้งนี้เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่งว่า อี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด และ JD จะขึ้นเป็น เจ้าตลาดได้หรือไม่? แล้วคู่แข่งที่น่ากลัว อย่าง 11Street และ Shopee จะมีกลยุทธ์อย่างไร
บริษัท iPrice บริษัทด้านอี-คอมเมิร์ซที่ทำตลาดอยู่ใน 7 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ศึกษาร้านค้าอี-คอมเมิร์ซที่ทำตลาดอยู่ในประเทศไทย ซึ่งเก็บข้อมูลตั้งแต่เดือน เม.ย.-มิ.ย. 2560 พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
Lazada King of E-Commerce
ราชาในตลาดอี-คอมเมิร์ซคงจะหนีไม่พ้นยักษ์ใหญ่อย่าง Lazada ที่ทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2555 โดยมีจำนวนผู้เข้าชมเว็บสูงสุดในประเทศไทย (41,680,000 ครั้ง/เดือน) จำนวนแอพ ดาวน์โหลดสูงสุด (50,000,000 ดาวน์โหลด) จำนวนผู้ติดต่อในไลน์สูงสุด (18,894,000 ผู้ติดตาม) จำนวนผู้ติดต่อในเฟซบุ๊กสูงสุด (17,539,000 ไลค์)
Lazada ไม่ใช่เพียงแต่เป็นเจ้าตลาดในประเทศไทยเท่านั้น แต่ Lazada ถือเป็นราชาแห่งตลาดอี-คอมเมิร์ซ ทั้งในประเทศเวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกด้วย ทำให้เห็นแล้วว่าการรุกตลาดพร้อมกันในหลายประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้ Lazada ได้รับ Awareness ที่รวดเร็วและขึ้นครองตลาดในแถบนี้
11Street ม้ามืดที่น่าจับตามอง
การเข้ามาของเว็บ 11Street จากประเทศเกาหลีนั้น เข้ามาเขย่าบัลลังก์ Lazada ได้อย่างน่ากลัว เนื่องจากจะใช้กระแสนิยมเกาหลี และจำนวนสินค้าที่หลากหลายในการสร้างจุดเด่นให้กับแบรนด์ของตนเอง และยังได้การทุ่ม งบประมาณให้กับการสื่อสารทางการตลาด ซึ่งถือเป็นกลยุทธ์ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
นอกจากนี้ ยังมุ่งเจาะตรงกลุ่ม เป้าหมาย ซึ่งเป็นคนกรุงเทพฯ วัยทำงาน นิยมใช้การขนส่งสาธารณะ โดยใช้การโฆษณากลางแจ้งอันได้แก่ สถานีรถ ไฟฟ้าบีทีเอส ซึ่งโฆษณาที่เด่นที่สุดคงจะหนีไม่พ้นสถานีสยาม ที่ใครๆ ก็ต้องติดตากับแบรนด์ 11Street ที่ใช้เหล่าคนมีชื่อเสียงอย่าง ซงจุงกิ และมิว นิษฐา มาโปรโมทเว็บไซต์อย่างต่อเนื่อง
การรุกสร้างการรับรู้อย่างหนักทำให้ 11Street มียอดผู้เข้าชมขึ้นเป็นอันดับสองรองจาก Lazada ซึ่งมีจำนวนผู้เข้าชม กว่า 9,632,000 ต่อเดือน
อย่างไรก็ตาม 11Street ยังไม่มีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งด้านโซเชียลมีเดีย เพื่อมางัดกับยักษ์ใหญ่เท่าไรนัก ซึ่งจุดนี้คงเป็นโอกาสที่ 11Street ต้องกลับมาให้ความสำคัญ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างคนไทยมากยิ่งขึ้น
Shopee รองอันดับสองกับการเลือกใช้ช่องทางสื่อที่แตกต่าง
Shopee ซึ่งเปิดตัวโดยการทำธุรกิจในรูปแบบ C2C โดยเป็นเว็บไซต์ที่ให้พื้นที่แก่ผู้ขายสินค้าและผู้ซื้อมาแลกเปลี่ยนทางการค้า เพิ่งระดมทุนรอบใหม่ 19.1 พันล้านบาท เพื่อนำมาใช้สำหรับการขยายตลาดและเพิ่มรูปแบบของธุรกิจเป็นแบบ B2C เพื่อเข้าชิงส่วนแบ่งจากเจ้าตลาดอย่าง Lazada และ 11Street อย่างสมน้ำสมเนื้อ
บริษัท Shopee ยังหันมาโฟกัสในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือให้ตอบสนองต่อผู้ใช้เป็นอย่างดี ทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายใช้แอพพลิเคชั่นได้ง่ายขึ้น ส่งผลให้แอพ Shopee มียอดดาวน์โหลดกว่า 1 ล้านดาวน์โหลด และมียอดผู้เข้าชม กว่า 3,500,000 ต่อเดือน
จากการศึกษาพบว่ากลยุทธ์ใน การใช้โซเชียลมีเดียที่แตกต่างของ Shopee โดยการเลือกใช้อินสตาแกรม ทำให้ Shopee มีผู้ติดตามในอินสตาแกรม กว่า 249K ซึ่งขึ้นเป็นที่สองเป็นรองต่อ Carnival เท่านั้น
กลยุทธ์การใช้อินสตาแกรมของ Shopee นั้นน่าสนใจตรงที่พวกเขาไม่ใช้สื่อในการขายตรงแต่เน้นการขายอย่างแยบยล การโพสต์รูปภาพสวยๆ เตือนให้คนออกไปพักผ่อนและทานอาหาร แต่ก็ยังตบท้าย ด้วยการเชิญมาช็อปกันที่ Shopee ถึงแม้ว่ากลยุทธ์นี้จะดูล้าสมัย แต่ก็ยังใช้ได้กับ คนไทยแน่นอน
Chilindo ร้านค้าสัญชาติไทยความหวังเดียวที่เหลืออยู่
ถ้าไม่พูดถึง Chilindo คงไม่ได้ เนื่องจากเป็นร้านค้าอี-คอมเมิร์ซสัญชาติไทยเพียงร้านเดียวที่ได้ติดอันดับ 4 ของสงครามอี-คอมเมิร์ซในครั้งนี้ ด้วยการเข้าชมเว็บต่อเดือนกว่า 3,056,000 ครั้ง และสามารถสู้ขึ้นชิงไต่อันดับได้อย่างแน่นอน เนื่องจากเป็นเว็บไซต์อี-คอมเมิร์ซที่มีความแตกต่างทางด้านธุรกิจโมเดลกล่าวคือ การให้ลูกค้าสามารถซื้อสินค้าด้วยวิธีการประมูล โดยเริ่มต้นจากราคา 1 บาทเท่านั้น จึงเป็นจุดขายที่ทำให้ Chilindo ขึ้นเป็นร้านค้าสัญชาติไทยที่ครองใจชาวไทย
ขณะเดียวกัน การใช้กลยุทธ์เชิงรุกในเฟซบุ๊กก็ทำให้ Chilindo สามารถ เข้าถึงคนไทยได้ดีกว่าร้านค้าอื่นๆ มี คอนเทนต์ที่มีเอ็นเกจเมนต์สูง เนื่องจากโพสต์เนื้อหาที่เข้าถึงผู้บริโภค กล่าวคือ การเลือกใช้วิดีโอในการนำเสนอสินค้าแทนที่จะเป็นรูปภาพที่ค่อนข้างน่าเบื่อ พร้อมทั้งการนำเสนอคอนเทนต์แบบ how-to และรีวิวสินค้าที่กำลังเป็น กระแส ทำให้ผู้บริโภคแชร์และไลค์มากขึ้น
ตลาดอี-คอมเมิร์ซของไทยจะเป็นอย่างไร?
การเข้ามาของ JD.com สู่ตลาดประเทศไทยและการเข้ามาของอเมซอนยังประเทศสิงคโปร์นั้น ล้วนแล้วเป็นเพียงการคาดการณ์ว่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยจะโตขึ้นอีก และไม่มีใครทราบได้ว่าสองยักษ์ใหญ่นี้จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ดีกว่าเจ้าตลาดและร้านค้าสัญชาติไทยหรือไม่
สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้รับจากการต่อสู้กันอย่างเข้มข้นจากยักษ์ใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ คือมีทางเลือกที่มากขึ้นและในเรื่องคุณภาพของสินค้าและบริการที่ผู้ให้บริการทุกรายจะต้องหันมาให้ความสำคัญ มิเช่นนั้น ผู้บริโภคจะหันไปใช้บริการกับผู้ให้บริการที่ดีกว่า เนื่องจากมีตัวเลือกในตลาดมากขึ้นนั่นเอง
สรุปแล้วการแข่งขันในครั้งนี้ ผู้บริโภคชาวไทยยังไงก็เป็นผู้ชนะอย่างแน่นอน n







