
ธปท.ย้ำการตัดสินดอกเบี้ยต้องชั่งน้ำหนักหลายด้าน
ธปท.ครวญทำใจลำบากถูกแนะให้ลดดอกเบี้ยสกัดเงินบาทแข็ง แจงทำนโยบายเพื่อเศรษฐกิจภาพรวม แม้ผลที่ออกมาจะมีคนได้และคนเสียประโยชน์แต่จะหาจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด
ธปท.ครวญทำใจลำบากถูกแนะให้ลดดอกเบี้ยสกัดเงินบาทแข็ง แจงทำนโยบายเพื่อเศรษฐกิจภาพรวม แม้ผลที่ออกมาจะมีคนได้และคนเสียประโยชน์แต่จะหาจุดสมดุลที่เหมาะสมที่สุด
นายสุชาติ สักการโกศล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจในประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า กรณีที่นายวีรพงษ์ รามางกูร ออกมาเสนอให้ธปท.ใช้นโยบายลดดอกเบี้ยดูแลเงินบาทแข็งค่านั้น จริงๆไม่อยากวิจารณ์แนวคิดดังกล่าวเลย เพราะดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลดอยู่ที่ความเห็นของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสิน แต่อยากอธิบายว่าการทำนโยบายการเงินหรือการตัดสินดอกเบี้ยของ ธปท. มีความจำเป็นต้องชั่งน้ำหนักอย่างมาก และจำเป็นต้องดูแลไปในระยะข้างหน้า เพื่อเสถียรภาพเศรษฐกิจโดยรวม เช่น ถ้าปรับขึ้นดอกเบี้ยก็เพื่อจะดูแลเงินเฟ้อในระยะยาว ไม่ได้มีผลขณะนี้ทันที แม้ว่าภายในปีนี้จะประเมินว่าเงินเฟ้อจะยังไม่หลุดกรอบเป้าหมาย0.5-3% แต่อาจจำเป็นต้องทำไว้ก่อน เป็นต้น จึงเป็นความท้าทายของนโยบายการเงินที่ต้องหาสมดุลระหว่างคนได้และเสียประโยชน์
“แต่พูดถึงความเป็นต้องดูแลเงินเฟ้อ ไม่ได้หมายความว่านโยบายการดูแลอัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทไม่สำคัญ แต่การทำนโยบายจำเป็นต้องเลือก เพราะทำ 2 อันพร้อมกันไม่ได้ ต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง ค่อยๆทำให้ออกผลแบบค่อยเป็นค่อยไป มันท้าทาย ถือเป็นศิลปะ บอกไม่ได้ว่า ณ เวลานี้ จุดสมดุลต้องอยู่ตรงไหน แต่ต้องบริหารจัดการ เพื่อหาสมดุลระหว่างคนได้และคนเสียให้ดี เพราะการทำนโยบายเพื่อเสถียรภาพโดยรวมมันมีคนได้และเสียอยู่แล้ว” นายสุชาติกล่าว
นายสุชาติ เปิดเผยว่า การทำนโยบายดอกเบี้ยต่ำ ถึงจะมีข้อดี ช่วยให้ธุรกิจได้ประโยชน์จากต้นทุนการเงินต่ำ แต่ขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนผู้ฝากเงินเสียประโยชน์จากรายได้ดอกเบี้ยลดลง เช่นเดียวกันเงินบาทอ่อนค่า ผู้ส่งออกเสียประโยชน์จากรายได้จากการขายสินค้าลดลง แต่ถ้าเงินบาทแข็งค่า ผู้นำเข้า ประชาชนผู้บริโภค รวมถึงธุรกิจก็ได้ประโยชน์จากต้นทุนราคาสินค้า ราคาน้ำมันถูกลง ขณะเดียวกันเงินบาทแข็งก็สร้างโอกาสให้ธุรกิจมีอำนาจออกไปแสวงหาผลตอบแทนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นได้ด้วย สรุปแล้วการทำนโยบายต้องดูภาพรวมหาสมดุลให้ได้







