posttoday
ทบทวนบ้านประชารัฐ

ทบทวนบ้านประชารัฐ

24 สิงหาคม 2560

โครงการบ้านประชารัฐเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2559 โดยมีการดำเนินการในหลายรูปแบบ เช่น การเปิดให้เอกชนพัฒนาบนที่ดินธนารักษ์ การให้เอกชนพัฒนาโครงการตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งการให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการในส่วนหนึ่ง และให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย

โครงการบ้านประชารัฐเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 22 มี.ค. 2559 โดยมีการดำเนินการในหลายรูปแบบ เช่น การเปิดให้เอกชนพัฒนาบนที่ดินธนารักษ์ การให้เอกชนพัฒนาโครงการตามเงื่อนไขที่ได้กำหนดไว้ รวมทั้งการให้การเคหะแห่งชาติดำเนินการในส่วนหนึ่ง และให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารออมสิน และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้ปล่อยสินเชื่อให้กับผู้มีรายได้น้อยที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัย

ตลอด 1 ปี 5 เดือน โครงการกลับไม่เดินหน้าตามที่คาดหวัง แม้จะมีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อปลดล็อกให้ประชาชนเข้าถึงบ้านประชารัฐได้ง่ายขึ้น เช่น ยกเลิกการกำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการจากที่กำหนดว่า ต้องไม่เคยมีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยมาก่อน เป็นปัจจุบันไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย หรือการแก้ไขเงื่อนไขของมาตรการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย กรณีการกู้เพื่อปลูกสร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น แต่ที่สุดแล้วโครงการกลับไม่มีอะไรคืบหน้านัก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาโครงการของภาคเอกชนทั้งการร่วมประมูลพัฒนาบนที่ดินธนารักษ์ หรือการเสนอตัวพัฒนาโครงการเอง ซึ่งปรากฏว่ามีเอกชนจากภาคอสังหาฯ เพียงน้อยนิด เช่นเดียวกับสินเชื่อที่ตั้งเป้าไว้ 7 หมื่นล้านบาท แต่สามารถปล่อยกู้ได้รวมๆ กันเพียง 1 หมื่นล้านบาท สวนทางกับความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้มีรายได้น้อยที่สำรวจทุกครั้ง ความต้องการที่อยู่อาศัยก็ยังมีอยู่จำนวนมาก

ขณะที่คนในรัฐบาลได้ประเมินความล้มเหลวของโครงการบ้านประชารัฐครั้งนี้ มาจากการขาดความร่วมมือของภาคเอกชนที่ไม่ยอมลงทุน ลงแรง และลงเงิน ผลักดันโครงการที่รัฐบาลคาดหวังให้เป็นผลงานชิ้นโบแดงให้สำเร็จ พร้อมกับระบุว่าภาคเอกชนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มองแต่เรื่องของกำไรขาดทุน ไม่ยอมเสียสละผลกำไรเพื่อประโยชน์แก่สังคมบ้าง

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการพัฒนาโครงการ แต่ที่ผ่านมาเงื่อนไขราคาบ้านหลังละ 1.5 ล้านบาท นั้นปฏิบัติได้ยาก ส่วนการพัฒนาโครงการบนที่ดินธนารักษ์ก็ไม่มีหลักประกันว่า ผู้มีรายได้น้อยจะสามารถกู้ได้ ทำให้เกิดความเสี่ยงในการดำเนินงาน ซึ่งก็ต้องเข้าใจด้วยว่าบริษัทเอกชนยังต้องรับผิดชอบต่อสเตคโฮลเดอร์อื่น เช่น ผู้ถือหุ้น พนักงาน และลูกค้า การจะแบกภาระขาดทุนจากโครงการบ้านประชารัฐนั้นคงจะลำบากที่จะดำเนินการ

กรณีดังกล่าวเราเห็นว่านโยบายการสนับสนุนให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยมีที่อยู่อาศัย นับเป็นสิ่งที่ควรสนับสนุนให้มีดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติได้จริง โดยความร่วมมือ 4 ฝ่าย ประกอบด้วย ภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน และภาคประชาสังคม ที่จะต้องทบทวนปัญหาของโครงการบ้านประชารัฐและวางแนวทางแก้ไขร่วมกัน

ทั้งนี้ ผู้มีอำนาจในรัฐบาลจะต้องนั่งหัวโต๊ะรับฟังปัญหา ข้อคิดเห็น และอำนวยการให้นโยบายสามารถปฏิบัติได้จริง ผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย ซึ่งอาจจะเป็นการระดมทุนจากรัฐบาลส่วนหนึ่ง กำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้ที่อยู่อาศัยของธนาคารส่วนหนึ่ง กำไรบริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนหนึ่งเป็นทุนประเดิม เพื่อให้โครงการเกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ตั้งไว้

หากทุกฝ่ายมีความหวังดีจริง เชื่อว่าสุดท้ายจะมีความสมดุลของความร่วมมือที่จะทำให้โครงการนี้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เป็นอย่างที่มีการกล่าวหากันว่าจะเป็นเพียงแต่เข็นโครงการใดโครงการหนึ่งให้เกิดขึ้นมาเพื่อตัดริบบิ้นเท่านั้น งานนี้ช่วยแสดงพลังประชารัฐให้เห็นเป็นรูปธรรมกันหน่อย

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน