
พีรพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์ เรื่องอาหารอยู่ในสายเลือด
เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ กิจจา อภิชนรจเรขความที่เกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหารจีนมานานร่วม 55 ปี และปัจจุบันร้านอาหารได้เจริญรุ่งเรืองจนขยายสาขามากถึง 5 สาขา ทำให้หนุ่มวิศวะคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "พี-พีรพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์" ทายาทคนที่สองของเจ้าของร้านอาหารจีน "แสนยอด" ต้องเดินทางไปเรียนต่อด้านบริหารและจัดการธุรกิจบริการที่ต่างประเทศด้วยความตั้งใจที่จะนำความรู้มาพัฒนาธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
เรื่อง วรธาร ทัดแก้วภาพ กิจจา อภิชนรจเรข
ความที่เกิดมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจร้านอาหารจีนมานานร่วม 55 ปี และปัจจุบันร้านอาหารได้เจริญรุ่งเรืองจนขยายสาขามากถึง 5 สาขา ทำให้หนุ่มวิศวะคอมพิวเตอร์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย "พี-พีรพงศ์ เบญจรุ่งโรจน์" ทายาทคนที่สองของเจ้าของร้านอาหารจีน "แสนยอด" ต้องเดินทางไปเรียนต่อด้านบริหารและจัดการธุรกิจบริการที่ต่างประเทศด้วยความตั้งใจที่จะนำความรู้มาพัฒนาธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
"จริงๆ แล้วผมรักการทำอาหารและรักธุรกิจอาหารนะ ตอนเด็กก็ได้ช่วยพ่อแม่มาตลอดเท่าที่ช่วยได้ แต่ที่เลือกเรียนและสอบเข้าวิศวะคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ เพราะต้องการให้พ่อแม่ภาคภูมิใจว่าเราก็ทำได้เหมือนกัน ส่วนที่ต้องไปเรียนต่อด้านการบริหารและการจัดการธุรกิจบริการเพราะร้านมีการขยายสาขาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงอยากมาช่วย อีกอย่างก็เป็นการได้ทำในสิ่งที่ ตัวเองรักด้วย"
พีรพงศ์เลือกเรียนโรงเรียนบริหารการโรงแรม เลส์ โรชส์ ซึ่งเป็นหนึ่งในโรงเรียนด้านบริหารและจัดการธุรกิจบริการที่ติดอันดับสูงสุดของโลก ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยหลักสูตรที่เขาเรียนได้รับการรับรองในระดับมหาวิทยาลัยโดยสมาคมโรงเรียนและวิทยาลัยแห่งนิวอิงแลนด์ หรือ New England Association of Schools and Colleges (NEASC)
"ผมเรียนหลักสูตรประกาศนียบัตร 1 ปีครึ่ง ที่เลือกเรียนด้านนี้เพราะอยากได้ความรู้ที่เป็นองค์รวมมากกว่า และมีความหลากหลายเพื่อจะมาบริหารและพัฒนาร้านให้เจริญรุ่งเรืองและเข้มแข็ง ดังนั้นสิ่งที่ผมเรียนจึงไม่ได้มีแค่เรียนด้านการทำอาหารหรือทำขนมอย่างเดียว แต่ได้เรียนรู้ด้านการบริหารจัดการร้านและอื่นๆ อีกด้วย เช่น การเป็นบาริสต้าก็เรียนเช่นกัน"
พีรพงศ์เผยความรู้สึกในช่วงของการไปเรียนต่อที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า ทุกครั้งที่เข้าเรียนคอร์สการทำอาหารเขารู้สึกเอนจอย เหนือกว่านั้นคือการทำให้เขาหลงรักการทำอาหารมากขึ้น แต่ว่าอาหารที่เขาทำส่วนใหญ่เป็นอาหารสไตล์ยุโรปซึ่งหนี ไม่พ้นอาหารฝรั่งเศส
"เรียน 1 ปีเต็มๆ และอีก 6 เดือนไปฝึกงานครับ โดยผมได้ไปฝึกงานในร้าน อาหารไฟน์ไดนิ่งของโรงเรียน ต้องยอมรับว่าการฝึกงานเป็นเหมือนการเปิดโลกใหม่เพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ทุกวัน เช่น วันนี้ตื่นเช้ามาเข้าครัวอาจได้ทำกุ้ง ชำแหละปลา วันต่อมาอาจได้ทำน้ำซอส ทำสลัด ได้รับความรู้และเทคนิคดีๆ ในการทำอาหาร รวมถึงการบริหารงานในครัวได้หมดเลย"
แม้พีรพงศ์จะเรียนจบแล้ว แต่เมื่อกลับมาก็ยังต้องเข้าครัวเพื่อเรียนรู้งานในครัวอยู่พักหนึ่งใหญ่ๆ เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารของครอบครัวเป็นร้านอาหารจีน ต่างจากที่เขาร่ำเรียนมาที่เป็นสไตล์ยุโรป
"หลายเดือนเลยครับที่ผมเข้าไปอยู่ในครัว สัปดาห์ละเกือบ 5 วันก็ว่าได้ คือผมต้องการเรียนรู้จากเชฟอาหารจีนของเราที่มีประสบการณ์ให้เขาช่วยสอน แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้เข้าครัวเพราะไปดูเรื่องแบรนด์ของร้าน (แสนยอด) รวมถึงคิดเมนูใหม่ๆ อีกอย่างผมเปิดร้านกาแฟในสวนที่ร้านแสน ยอด ซีฟู้ด สาขาพระราม 3 ด้วย ตอนนี้คืบหน้าไป 50% มีกาแฟขายแล้ว และกำลังจะเพิ่มเบเกอรี่และอื่นๆ เข้าไป คิดเมนูกันอยู่ คาดว่าอีกไม่นานจะพร้อมให้บริการที่หลากหลายขึ้น" พีรพงศ์ กล่าว
ด้านการบริหารที่เป็นการยกระดับร้าน พีรพงศ์ได้นำระบบพีโอเอสมาใช้ในการออร์เดอร์อาหารในร้าน ช่วยให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ต่างจากเมื่อก่อนต้องใช้การเขียนรายการอาหารลงในกระดาษไปส่งที่ครัว ปัจจุบันแค่ป้อนข้อมูลลงคอมพิวเตอร์แล้วกดคอนเซิร์น เมนูที่สั่งก็จะไปปรากฏที่ครัวทันที แล้วเวลาคิดเงินระบบก็คำนวณให้เสร็จสรรพ
ปิดท้ายด้วยเมนูที่พีรพงศ์นำเสนอ เป็นปูทะเลซุปไข่สามสี เขาบอกว่าถ้าพูดถึงอาหารจีนที่ทำด้วยปูทะเล คนจะนึกถึงปูผัดผงกะหรี่ หรือไม่ก็ ปูผัดพริกไทยดำ วันนี้จึงต้องนำเสนอเมนูที่มีปูเป็นพระเอกแต่สร้างความแปลกใหม่ให้เมนูมีสีสันน่ากินขึ้นด้วยการผสมผสานด้วยไข่ 3 ชนิด คือ ไข่เป็ด (เฉพาะไข่ขาว) ไข่เค็ม (เฉพาะไข่แดง) และ ไข่เยี่ยวม้า ช่วยให้รสชาติกลมกล่อม ทว่าเนื้อปูก็ยังคงความหวานและหอมกรุ่นด้วยกลิ่นอายปูอยู่
ไปชิมได้เลย
ที่แสนยอดมีขาย







