
ปกป้องข้อมูลในคอมพิวเตอร์
ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ครั้งที่แล้วพูดถึงความจำเป็นของความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ คราวนี้มาดูกันว่าเราจะปกป้องข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลสารสนเทศรูปแบบไหนดี อันที่จริงก่อนตอบว่าจะใช้วิธีไหน ควรดูเหตุผลก่อนว่าเราจะปกป้องข้อมูลไปทำไม
ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์
ครั้งที่แล้วพูดถึงความจำเป็นของความปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ คราวนี้มาดูกันว่าเราจะปกป้องข้อมูลในคอมพิวเตอร์หรือข้อมูลสารสนเทศรูปแบบไหนดี อันที่จริงก่อนตอบว่าจะใช้วิธีไหน ควรดูเหตุผลก่อนว่าเราจะปกป้องข้อมูลไปทำไม
ยกตัวอย่างเช่น ในมือถือเรามีรูปถ่ายมากมาย เราจะปกป้องข้อมูลรูปถ่ายเพื่อไม่ให้คนอื่นเห็น หรือเพื่อไม่ให้ภาพถ่ายเหล่านั้นหายไป ถ้าเป็นข้อแรก วิธีป้องกันอย่างง่ายสุดก็ตั้งรหัสผ่านหรือ Passcode ก่อนใช้งาน หรือถ้าเป็นข้อหลังก็เอาภาพเหล่านั้นเข้า Cloud เช่น Dropbox เพื่อสำรองไว้เผื่อหาย จะเห็นว่าวิธีปกป้องข้อมูลมันแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเหตุผลและความสำคัญของข้อมูลนั้น ซึ่งสะท้อนถึงการลงทุนลงแรงและการอุทิศเวลาไปกับการปกป้องข้อมูลเหล่านี้
การปกป้องข้อมูลมาจาก 3 เหตุผล คือ การรักษาความลับ (Confidentiality) การรักษาข้อมูลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ (Availability) และการคงสภาพของข้อมูล (Integrity) ลองดูตัวอย่างง่ายๆ ดังนี้ครับ
การรักษาความลับ คือข้อมูลของเราเป็นความลับคนอื่นห้ามเห็น แปลว่าต้องหาวิธีที่ไม่ให้คนอื่นเห็นนอกจากตัวเรา วิธีที่เห็นกันบ่อยก็ระบบอีเมลที่มี Login และ Password ที่มีแค่เราคนเดียวที่รู้
การรักษาข้อมูลให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้ คือข้อมูลต้องสามารถใช้ได้เสมอเมื่ออยากจะใช้ นั่นคือระบบคอมพิวเตอร์ควรจะทำงานตลอดเวลา ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือตู้เอทีเอ็มที่อยากถอนเงินก็ได้ถอน หรือถ้าให้ชัดกว่านี้ก็คือเว็บกูเกิล แอพเฟซบุ๊ก หรือไลน์ ที่ไม่ค่อยจะมีปัญหา ถ้าเราขายของออนไลน์ เราก็อยากให้เว็บขายของของเราใช้งานได้ตลอด 24 ชั่วโมง (ลองนึกดูว่าถ้าเราเป็นลูกค้า ถ้าเว็บขายของล่มเมื่อไหร่โดยเฉพาะตอนจะจ่ายเงิน เราก็คงไม่ใช้บริการอีก) หรือถ้ากลัวข้อมูลหายหรือระบบล่ม ก็ต้องมีระบบสำรองเพื่อป้องกันข้อมูลสูญหายและให้ธุรกิจดำเนินต่อไปไม่ติดขัด
การคงสภาพของข้อมูล คือข้อมูลที่ถูกเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ต้องเหมือนเดิมไม่ถูกแก้ไข เช่น ไม่โดนแฮ็กเกอร์มาแก้ไขหรือไม่โดนไวรัส อันนี้นักศึกษาต้องระวังตอนใกล้จะถึงกำหนดส่งงาน หลายคนเครื่องติดไวรัสทำให้ไฟล์เสียส่งงานไม่ได้ ทางการแพทย์ก็ยิ่งต้องระวัง ถ้าข้อมูลคนไข้ถูกแฮ็กเกอร์เปลี่ยนแปลงข้อมูลอาการ เช่น จากความดันสูงไปเป็นความดันต่ำ ก็จะส่งผลต่อชีวิตได้
เราจะปกป้องข้อมูลมิติไหนดี ก็ขึ้นอยู่กับว่ามิติไหนสำคัญกับตัวเรามากที่สุด เช่น ข้อมูลการเงินของบริษัทเป็นความลับ ก็ต้องสนใจมิติแรกคือการรักษาความลับ ขณะที่อาจจะไม่ต้องสนว่าระบบมันจะล่มหรือไม่ ขอแค่คนอื่นไม่เห็นก็พอ หรืออีกตัวอย่างหนึ่ง เว็บไซต์ขายของ ลูกค้าต้องช็อปปิ้งได้ตลอดเวลา ก็ต้องสนใจมิติที่ 2 คือทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ระบบล่ม เรื่องความลับก็ไม่ต้องสนใจ เพราะข้อมูลที่ขายของก็เปิดสาธารณะอยู่แล้ว
สิ่งสำคัญที่สุดก่อนลงทุนใดๆ ก็คือ ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าเราจะปกป้องข้อมูลด้วยเหตุผลอะไร ถ้าเป็นระดับองค์กร ก็ต้องดูว่าข้อมูลขององค์กรสำคัญในลักษณะใด ถ้ามิติ 1 ใน 3 นั้นถูกละเลยไป การขาดมิติไหนจะทำให้องค์กร เสียหายมากที่สุด จึงต้องมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงก่อนการปกป้องข้อมูลอยู่เสมอ บางคนอาจถามว่าวิเคราะห์ทำไมให้ยุ่งยาก ก็ลงทุนทั้ง 3 มิติพร้อมกันไม่ได้เหรอ ทำได้หรือไม่ ลองช่วยกันหาคำตอบดูครับ n







