
รายงานของ IMD ปี 2017
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์ได้เคยเขียนถึงผลการประเมินของ IMD (International Institute for Management Development) ไปแล้วเมื่อ 2-3 เดือนก่อน แต่เป็นผลการประเมินที่ปรากฏในรายงานปี 2016 เนื่องจากรายงานปี 2017 ของ IMD ยังไม่เสร็จ เมื่อปรากฏรายงาน IMD ปี 2017 ประมาณเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงเห็นว่าน่าจะนำมาเขียนอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขยับดีขึ้นอีก 1 อันดับ เมื่อเทียบกับรายงานของ IMD เมื่อปี 2016 คือขึ้นจากอันดับ 28 มาเป็นอันดับ 27 ใกล้มาเลเซียขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เนื่องจากมาเลเซียตกจากอันดับ 19 ลงมาอยู่ที่ 24
พวงรัตน์ อัศวพิศิษฐ์
ได้เคยเขียนถึงผลการประเมินของ IMD (International Institute for Management Development) ไปแล้วเมื่อ 2-3 เดือนก่อน แต่เป็นผลการประเมินที่ปรากฏในรายงานปี 2016 เนื่องจากรายงานปี 2017 ของ IMD ยังไม่เสร็จ เมื่อปรากฏรายงาน IMD ปี 2017 ประมาณเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา จึงเห็นว่าน่าจะนำมาเขียนอีกครั้งหนึ่ง โดยเฉพาะการที่อันดับความสามารถในการแข่งขันของไทยขยับดีขึ้นอีก 1 อันดับ เมื่อเทียบกับรายงานของ IMD เมื่อปี 2016 คือขึ้นจากอันดับ 28 มาเป็นอันดับ 27 ใกล้มาเลเซียขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เนื่องจากมาเลเซียตกจากอันดับ 19 ลงมาอยู่ที่ 24
ที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นปัจจัยสำคัญดึงให้ไทยอยู่ในอันดับ 28 ในรายงานปี 2016 นั้น ถึงแม้ว่าภาพรวมจะอยู่ในอันดับเดิม แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีได้ปรับอันดับดีขึ้นมาถึง 6 อันดับ คือ ขึ้นจากอันดับ 42 เป็นอันดับ 36 ส่วนโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์กลับตกลงไป 1 อันดับ คือจากอันดับ 47 เป็นอันดับ 48 และสำหรับการศึกษา และสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมนั้น ยังฉุดไม่ขึ้นคือ ตกจากอันดับ 52 ทั้งการศึกษาและสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ลงไปเป็นอันดับ 54 และ 57 ตามลำดับ ทั้งนี้การวัดความสามารถในการแข่งขันของไทยนั้น มีหลายปัจจัยที่ IMD นำมาวิเคราะห์ปัจจัยดังกล่าว ประกอบด้วย
1.เศรษฐกิจภายในประเทศ 2.การค้าการลงทุนระหว่างประเทศ 3.การจ้างงานและราคา 4. ประสิทธิภาพของรัฐบาล รวมถึงเรื่องของโครงสร้างพื้นฐานซึ่งมีความสำคัญคือโครงสร้าง พื้นฐานทางเทคโนโลยี และ 5.วิทยาศาสตร์การศึกษา สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (ดูกราฟฟิกประกอบ)
โดยสรุปตามที่ปรากฏในรายงานของ IMD ปัจจัยที่ประเทศไทยได้ดีขึ้นที่สำคัญคือ การมีอัตราแลกเปลี่ยนที่มั่นคง ความเร็วของอินเทอร์เน็ต การลงทุนในการวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชน นักวิจัย และการใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงความเสี่ยงในเรื่องความไม่มั่นคงทางการเมืองก็ ลดลงคือเป็น Improvement
ส่วนที่ถือว่าลดลงและต้องปรับปรุงคือ อัตราการว่างงานเพิ่มขึ้น อัตราครูต่อนักเรียนในระดับประถม การยื่นขอจดสิทธิบัตรต่อหัว และจำนวนการจดสิทธิบัตร ฯลฯ ทั้งนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายอย่างที่ดีขึ้นและลดลง ซึ่งต้องปรับปรุง ที่เขียนถึงข้างต้นนี้เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น เนื่องจากการประเมินของ IMD ทำโดยละเอียด ในส่วนของเรื่องโครงสร้างทางวิทยาศาสตร์มีการวิเคราะห์ข้อมูลถึง 25 เรื่อง
ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายในการวิจัยและพัฒนา ทั้งภาพรวมและต่อหัว ปริญญาตรีทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม ไปจนถึงบทความทางด้านวิทยาศาสตร์ โนเบลไพรซ์ การยื่นขอจดสิทธิบัตร คนไทยที่ได้รับสิทธิบัตร การใช้สิทธิบัตร สิทธิบัตรที่ยังมีการใช้อยู่คิดต่อประชากร 1 แสนคน รวมถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ซึ่งในเรื่องสิทธิบัตรนี้ประเทศไทยมีอันดับลดลงหมด ยกเว้นการจดสิทธิบัตร ของคนไทยที่มีอัตราเฉลี่ยคงที่ ทำให้อยู่ในอันดับเดิมเท่าปีที่ผ่านมา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาก็ตกลงจากอันดับ 46 มาเป็นอันดับ 47 เช่นเดียวกับเรื่องโครงสร้างทางเทคโนโลยีที่มีข้อมูลประกอบการพิจารณาถึง 21 เรื่อง ตั้งแต่การลงทุนในโทรคมนาคมคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คนใช้โทรศัพท์มือถือ (3จี+4จี) ค่าโทรศัพท์มือถือ (Cost) ไปจนถึงเรื่องของความเร็วอินเทอร์เน็ต แรงงานคุณภาพ (Qualified Engineers)
ทางด้านเศรษฐกิจและประสิทธิภาพของรัฐบาลซึ่งอยู่ส่วนหัวของกราฟนั้น ค่อนข้างน่าพอใจ เช่น การค้าระหว่างประเทศอยู่ในลำดับ 3 นโยบายภาษีอยู่ในลำดับ 4 จำเป็นต้องรักษาลำดับนี้ไว้หรือทำให้ดีขึ้น และแน่นอนว่าส่วนที่อยู่ในลำดับที่ 30 กว่าไปจนถึง 40 กว่าต้องทำให้ดีขึ้น แต่ส่วนหางของกราฟคือโครงสร้างพื้นฐานนั้น ควรต้องทบทวนให้ดี โดยเฉพาะการศึกษาที่เข็นไม่ขึ้น และที่สำคัญสาธารณสุขกับสิ่งแวดล้อมที่ตกจากอันดับ 52 ถือว่าต่ำอยู่แล้วเป็นอันดับ 57 ควรต้องปรับโครงสร้างและกลยุทธ์อย่างจริงจัง ทบทวนให้ดีว่าที่เดินมา 5-10 ปีมานี้ มาถูกทางหรือไม่ การใช้จ่ายของรัฐบาลในเรื่องสุขภาพอยู่ในลำดับที่ค่อนข้างดีคือ 18 แต่การใช้จ่ายโดยรวม (ไม่เฉพาะของรัฐบาล) ต่อหัวอยู่ในอันดับที่ 58 หมอและพยาบาลเมื่อเทียบกับจำนวนประชากรอยู่ในอันดับที่ 60 เกือบท้ายสุด (การสำรวจทำใน 63 ประเทศ)
สำหรับผู้เขียน ความท้าทายจึงอยู่ในส่วนหางของกราฟที่รัฐบาลต้องเหนื่อยมาก การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อสร้างแรงงานที่มีความชำนาญ (Skill) ไว้รองรับความต้องการในอนาคต การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อรองรับธุรกิจรูปแบบใหม่และการให้บริการของรัฐบาล การปฏิรูปวิทยาศาสตร์ให้การวิจัยทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นการวิจัยที่มีคุณภาพ มีผลออกมาเป็น รูปธรรม อุตสาหกรรมสามารถนำไปพัฒนาต่อให้ตอบสนองตลาดได้ และการปฏิรูประบบสาธารณสุขและ สิ่งแวดล้อมควรต้องมีการทำกัน อย่างจริงจัง n







