ฝังไมโครชิปมนุษย์ ทางแยกสู่นวัตกรรม
การฝังชิปอาจเปิดทางมนุษย์สู่การสัมผัสนวัตกรรมได้หลากหลาย ซึ่งคงเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตมากขึ้น แต่ความเสี่ยงกรณีถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน
โดย...นรินรัตน์ พรหมพิทักษ์
ปัญหาการลืมบัตรพนักงาน ลืมรหัสคอมพิวเตอร์ หรือแม้กระทั่งลืมเอาเงินมาซื้อของในโรงอาหารบริษัท อาจกำลังหายไปในอนาคต เพราะเพียงแค่โบกมือที่ฝังไมโครชิปไว้บริเวณหน้าอุปกรณ์รับสัญญาณ พนักงานผู้หลงลืมคนนั้น ก็สามารถทำสิ่งที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ได้อย่างง่ายดายในเวลาอันรวดเร็ว
แม้การฝังไมโครชิปจะไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะเริ่มปรากฏขึ้นครั้งแรกตั้งแต่เมื่อปี 2006 โดยบริษัทรักษาความปลอดภัยชื่อ ซิตี้วอตเชอร์ในสหรัฐ ประเดิมฝังชิป RFID เข้าไปในตัวพนักงาน 2 ราย เพื่อทดลองระบบการระบุตัวตน ในการควบคุมการเข้าถึงห้องเก็บข้อมูลสำคัญต่างๆ แต่ความเคลื่อนไหวของเอกชนในการทดลองฝังไมโครชิปให้พนักงานเริ่มเพิ่มมากขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้
ไบโอแฮกซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทผลิตไมโครชิปในสวีเดน เปิดเผยว่าขณะนี้บริษัททั่วโลกหลายสิบแห่งกำลังพยายามเริ่มทดลองการฝังชิปในตัวพนักงานอยู่ โดยเมื่อช่วงต้นปี 2017 เอพิเซนเตอร์ สตาร์ทอัพไอทีในสวีเดน เปิดโครงการทดลองฝังไมโครชิปให้พนักงาน 150 คน ตามความสมัครใจและล่าสุดเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมาทรี สแควร์ มาร์เก็ต เอกชนสหรัฐรายหนึ่งเปิดให้พนักงานสามารถใช้ไมโครชิปแทนบัตรพนักงาน เข้าระบบคอมพิวเตอร์ ปลดล็อกประตู หรือซื้อของในโรงอาหารบริษัทได้ ซึ่งขณะนี้มีพนักงานร่วมฝังชิปแล้วกว่า 50 คน
“เราคาดการณ์ว่า การใช้เทคโนโลยีชิป RFID จะช่วยขับเคลื่อนทุกอย่างตั้งแต่การซื้อของในออฟฟิศ ปลดล็อกประตู ใช้เครื่องถ่ายเอกสาร ล็อกอินเข้าเครื่องคอมพิวเตอร์ รวมไปถึงใช้เป็นนามบัตร หรือเก็บข้อมูลสุขภาพได้ด้วยเช่นกัน” ท็อดด์ เวสต์บี ซีอีโอของทรี สแควร์ มาร์เก็ต กล่าว
เวสต์บี เสริมว่า แม้ขณะนี้ยังไม่มีระบบจีพีเอส เพื่อใช้ติดตามตำแหน่งเจ้าของชิป แต่ในอนาคตชิปดังกล่าวอาจได้รับการพัฒนาให้สามารถเพิ่มระบบจีพีเอสเข้าไปได้ และในอนาคตไมโครชิปอาจนำไปใช้เก็บข้อมูลพาสปอร์ต หรือข้อมูลการเดินทางอื่นๆ และใช้ฝังในตัวเด็กเพื่อป้องกันเด็กหาย
แม้การฝังชิปในตัวมนุษย์จะเปิดทางไปยังนวัตกรรมต่างๆ และโลกที่ไร้เอกสาร แต่ก็อาจเป็นช่องทางสู่การละเมิดความเป็นส่วนตัวได้
ไมเคิล ซิมเมอร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยนโยบายข้อมูล จากมหาวิทยาลัย วิสคอนซิน-มิลวอกี เปิดเผยว่า ชิปที่ถูกฝังเข้าไปในร่างกายมนุษย์แตกต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ เพราะผู้ใช้งานสามารถควบคุมได้น้อยกว่า
“ถ้าเป็นสมาร์ทโฟน ผมแค่ปิดเครื่องก็จบการทำงานได้คือ ผมมีวิธีการจัดการข้อมูลต่างๆ ในโทรศัพท์ได้หลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับชิปนั้น ผมไม่สามารถปิดการทำงานชิปได้ และการถอดชิปออกก็ยุ่งยากไม่น้อย” ซิมเมอร์ กล่าว
ซิมเมอร์แสดงความกังวลว่า การฝังชิปอาจนำไปสู่การติดตามพฤติกรรมและความเคลื่อนไหวของผู้ใช้งานในวงกว้างขึ้นเช่น ความสนใจในการซื้อสินค้าต่างๆ หรือการใช้เวลาในสถานที่หนึ่งๆ
การฝังชิปอาจเปิดทางมนุษย์สู่การสัมผัสนวัตกรรมได้หลากหลาย ซึ่งคงเพิ่มความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ความเสี่ยงกรณีถูกละเมิดความเป็นส่วนตัวก็เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังเช่นกัน
ภาพ...เอเอฟพี


