
เอกชนเสนอแนวทาง สนับสนุนอี-คอมเมิร์ซในประเทศ
ปิยนุช ผิวเหลืองข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การ มหาชน) หรือเอ็ตด้า ระบุว่า ตัวเลขตลาดอี-คอมเมิร์ซปี 2558 มีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปี 2557 และคาดว่ามูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในปี 2559 จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 20% ด้วยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท สืบเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ปิยนุช ผิวเหลือง
ข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การ มหาชน) หรือเอ็ตด้า ระบุว่า ตัวเลขตลาดอี-คอมเมิร์ซปี 2558 มีมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปี 2557 และคาดว่ามูลค่าตลาดอี-คอมเมิร์ซในปี 2559 จะเติบโตเพิ่มขึ้นอีก 20% ด้วยมูลค่าไม่ต่ำกว่า 2.5 ล้านล้านบาท สืบเนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
ทั้งนี้ จากความสำคัญของอี-คอมเมิร์ซและธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ ส่งผลให้ภาครัฐให้ความสำคัญต่อการแก้ไขกฎระเบียบและนโยบายที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ และควบคุมเพื่อรักษาผลประโยชน์ของประเทศ ซึ่งเอ็ตด้าได้จัดเสวนาและร่วมรับฟังความคิดเห็นต่อทิศทางการปฏิรูปกฎหมายและกลไกขับเคลื่อนด้านธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์รองรับดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่น หรือการเปลี่ยนแปลงด้านดิจิทัล โดยมี ผู้เชี่ยวชาญจากภาครัฐ ภาคเอกชนและด้านกฎหมายร่วมแลกเปลี่ยน และเสนอข้อคิดเห็นในด้านต่างๆ
วรวุฒิ อุ่นใจ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซีโอแอล เปิดเผยว่า ความสำคัญของธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์(อี-บิซิเนส) มีหลายองค์ประกอบ ได้แก่ พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (อี-คอมเมิร์ซ) การเงินอิเล็กทรอนิกส์ (อี-ไฟแนนซ์) อี-เพย์เมนต์ อี-โลจิสติกส์ และข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (อี-อินฟอร์เมชั่น) ซึ่งองค์ประกอบเหล่านี้ล้วนต้องการ บิ๊กดาต้า และสามารถเชื่อมโยงไปยัง ไอโอที หรืออินเทอร์เน็ตออฟธิงส์ได้
สำหรับร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่ภาครัฐกำหนดขึ้น ส่วนใหญ่จะเป็นมาตรการกำกับดูแลถึง 80% และเป็นมาตรการสนับสนุนประมาณ 20% โดยมองว่าหากต้องการพัฒนาด้านธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และอี-คอมเมิร์ซของประเทศให้ก้าวหน้า ต้องเปลี่ยนแปลงกฎหมายและนโยบายสู่การใช้มาตรการสนับสนุน 80% และการควบคุม เพียง 20% เนื่องจากอี-คอมเมิร์ซเปลี่ยนแปลงเร็ว กลไกการควบคุมต้องอิสระหากควบคุมมากเกินไป หรือยึดติดจะทำให้กฎหมายล้าหลังได้
ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการ ผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ตลาดดอทคอม เปิดเผยว่า อยากให้ผู้ที่ออกกฎหมายและนโยบายด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับอี-คอมเมิร์ซ มีความรู้และความเข้าใจด้านนี้โดยเฉพาะ อีกทั้งแนะให้ภาครัฐดึงคนรุ่นใหม่เข้าร่วมงาน เนื่องจากเทคโนโลยีเปลี่ยนไวต้องอาศัยความรู้ความเข้าใจคนในรุ่นนั้นๆ สำหรับคนรุ่นใหม่ต้องกระตือรือร้นที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงและร่วมขับเคลื่อนประเทศไปพร้อมกัน ซึ่งเมื่อศึกษาบริบทด้านอี-คอมเมิร์ซในประเทศที่ประสบความสำเร็จ เช่น ไต้หวัน และมาเลเซีย ต่างมีหน่วยงานกลางในการดูแลและสนับสนุน
"มองว่าการมีกรอบทิศทางการพัฒนาและกรอบการทำงานที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้แต่ละภาคส่วนรู้บทบาทหน้าที่ของตนเองและขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ทั้งนี้การออกกฎและนโยบายของรัฐบาลต้องฟังเสียงเอกชน มองว่า เมื่อเอกชนทำงานใกล้รัฐจะขับเคลื่อนและปรับตัวด้านอี-คอมเมิร์ซได้เร็วกว่า ดังนั้นทั้งสองภาคส่วนต้องอาศัยการสื่อสารระหว่างกันมากขึ้น" ภาวุธ กล่าว
ไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ผู้เชี่ยว ชาญด้านกฎหมายคอมพิวเตอร์ เปิดเผยว่า พฤติกรรมการใช้งานด้านออนไลน์ของคนไทยในปี 2559 สื่อ โซเชียลมีเดียที่มีผู้ใช้งานมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ยูทูบ เฟซบุ๊ก และไลน์ ซึ่งคนในแต่ละรุ่นความนิยมการ ใช้สื่อออนไลน์จะแตกต่างกันไป พบว่าเจเนอเรชั่น ซี (Generation Z) นิยม ใช้ยูทูบมากที่สุด ขณะที่เจเนอเรชั่น เอ็กซ์ (Generation X) นิยมใช้ไลน์มากกว่า โดยเมื่อพฤติกรรมการใช้ งานด้านออนไลน์มากขึ้น กฎหมายอิเล็กทรอนิกส์จึงทวีความสำคัญ และต้องเปลี่ยนแปลงให้ทันตามยุคสมัย ทั้งนี้ ประเทศไทยยังไม่มีหน่วยงานกลางดูแลด้านอี-คอมเมิร์ซโดยตรง เมื่อมีกรณีพิพาทด้านออนไลน์ การหาผู้เชี่ยวชาญเพื่อตัดสินและหาข้อยุติมีจำนวนน้อย
มุขเมธิน กลั่นนุรักษ์ ผู้พิพากษาหัวหน้าศาล ประจำสำนักประธานศาลฎีกา กล่าวว่า ปัจจุบันมีคดีความเกี่ยวกับด้านอิเล็กทรอนิกส์มากพอสมควร ซึ่งผู้พิพากษาทั่วประเทศมีจำนวนทั้งสิ้น 4,300 คน และศาลจำนวน 270 แห่ง สิ่งสำคัญคือจะถ่ายทอดความรู้ด้านอิเล็กทรอนิกส์ให้กับผู้พิพากษาเพื่อเข้าใจกฎหมายใหม่ๆ ได้มากขึ้นอย่างไรสิ่งสำคัญคือระบบพยานหลักฐานทางอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อผู้พิพากษามีความรู้ด้านนี้ไม่มาก คดีก็จะตกไป ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อถือด้านอิเล็กทรอนิกส์มากเกินไป ซึ่งบางกรณีมีหลักฐานปลอมแปลง ดังนั้นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเพื่อดูแลในด้านนี้โดยเฉพาะ
ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซปรับเปลี่ยนเร็ว ขณะที่หน่วยงานกำกับดูแล รวมทั้งกฎหมายต้องตามให้ทัน เพื่อดูแลผลประโยชน์ของผู้เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อผู้หลอกลวง n







