posttoday
ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (28)

ราชสกุลในพระบรมราชจักรีวงศ์ (28)

11 สิงหาคม 2560

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัยสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 39 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทองสุก ราชธิดาพระเจ้าอินทวงศ์ แห่งนครเวียงจันทน์ ราชอาณาจักรลาว

วิมลพรรณ ปีตธวัชชัย

สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เป็นพระราชธิดาองค์ที่ 39 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก อันประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทองสุก ราชธิดาพระเจ้าอินทวงศ์ แห่งนครเวียงจันทน์ ราชอาณาจักรลาว

พระองค์ประสูติเมื่อปี 2341 พระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าจันทบุรี เมื่อพระชนม์ได้ 5 พรรษา เจ้าจอมมารดาทองสุกก็ถึงแก่กรรม เมื่อปี 2436

พอรุ่งขึ้นอีกปีหนึ่งหลังจากเจ้าจอมมารดาทองสุกถึงแก่กรรม พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระบรมชนกนาถ ทรงสถาปนาพระองค์เจ้าจันทบุรีขึ้นเป็นเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เมื่อปี 2347 เพราะเป็นนัดดาของพระเจ้านครเวียงจันทน์ ความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์รัชกาลที่ 1 ว่า

"ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี เดือน 11 ขึ้น 14 ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินลงไปทรงลอยพระประทีป พระองค์เจ้าลูกเธอหญิงองค์หนึ่ง ปรากฏพระนามว่า พระองค์เจ้าจันทบุรี พระชนม์ได้ 6 พรรษา ตามเสด็จลงไปที่พระตำหนักแพ เมื่อเวลาจุดดอกไม้รับสั่งว่าประชวรพระเนตรอยู่ให้กลับขึ้นไปพระราชวังเสียก่อน พระองค์เจ้าหญิงนั้น ก็เสด็จกลับขึ้นมาถึงเรือบัลลังก์กับตำหนักแพต่อกันพลาดตกน้ำหายไป พี่เลี้ยงนางนมร้องอื้ออึงขึ้น คนทั้งปวงตกใจพากันลงน้ำเที่ยวค้นหา จึงพบพระองค์เจ้าลูกเธอพระองค์นั้น เกาะทุ่นหยวกอยู่ท้ายน้ำหาได้เป็นอันตรายไม่ เป็นอัศจรรย์ จึงมีพระราชโองการดำรัสว่า "พระเจ้าลูกเธอพระองค์นี้ เจ้าจอมมารดาก็เป็นบุตรีเจ้ากรุงศรีสัตนาคนะหุตสิ้นชีพเสียแต่เมื่อปีกุน เบญจศก (ปี 2436) แต่พระชนม์พระองค์เจ้าได้ 5 พรรษา ไม่มีมารดา ทรงพระกรุณามาก พระองค์เจ้านี้อัยกาก็เป็นเจ้าประเทศราชยังดำรงชีพอยู่ ควรจะสถาปนาให้มีอิสริยยศเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้า" ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือน 12 ขึ้น 2 ค่ำ จึงโปรดให้ตั้งการพระราชพิธีเฉลิมพระนาม ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันจันทร์เดือน 12 ขึ้น 3 ค่ำ พระราชทานพระสุพรรษบัฏเลื่อนขึ้นเป็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี แล้วมีงานสมโภชอีก 3 วัน"

ในปี 2351 เจ้านครศรีสัตนาคนะหุตล้านช้าง ชื่อเจ้าอินทวงศ์ ซึ่งเป็นอัยกาของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ป่วยถึงแก่พิราสัย ณ เดือน 3 ขึ้น 8 ค่ำ ครองเมืองได้ 10 ปี โปรดให้ข้าหลวงเชิญ ศุภอักษร และพระราชทานโกศและสิ่งของพระราชทานเพลิงขึ้นไปปลงศพเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าอนุผู้น้อง ให้ครองนครศรีสัตนาคนะหุตล้านช้างต่อไป

ในจดหมายเหตุความทรงจำ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงพระราชสันนิษฐานว่า เป็นจดหมายเหตุความทรงจำของกรมหลวงนรินทรเทวี (พระองค์เจ้ากุ) มีข้อความกล่าวถึงสมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี ความว่า

"ณ วัน 15 ขึ้น 12 ค่ำ ปีชวด ฉศก พระองค์เจ้าชันษา 7 ขวบ ตามเสด็จลงที่นั่งบัลลังก์ตกหว่างเรือไม่จมลอยพระองค์ได้ โปรดประทานพระนามใหม่ สมโภชเจ้าฟ้ากุณฑล 3 วัน เฉลิมพระขวัญพร้อมพระญาติวงศ์ ข้าราชการสมโภชถ้วนหน้า" พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระราชวิจารณ์ไว้ว่า "พระองค์เจ้าองค์นี้มีนามว่าจันทบุรี ตามชื่อเมืองเวียงจันทน์ ในจดหมายเหตุเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ว่าตกหลังเรือบัลลังก์ การสมโภชแต่ก่อนมีเฉพาะเจ้าฟ้าทั้งประสูติและโสกันต์"

ถึงปีมะโรง ปี 2351 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี มีพระชนม์ได้ 11 พรรษา ถึงกาลกำหนดจะโสกันต์ พระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดทำพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าให้เต็มตามตำราเก่า ครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา เพื่อให้เป็นแบบแผนไว้ในแผ่นดินต่อไป จึงนับว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดีเป็นพระองค์แรกในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ ที่ได้รับพระราชทานพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าอย่างเต็มตำราดังความปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ 1 ฉบับเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ บุนนาค) มีความพิสดารดังนี้

"ในปีมะโรง สัมฤทธิศกนั้น สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี พระชนม์ ได้ 11 พรรษา ถึงกำหนดโสกันต์ ทรงพระราชดำริว่า ตั้งแต่ตั้งแผ่นดินมา ยังหาได้ทำการพระราชพิธีโสกันต์ให้เต็มตามตำราไม่ และแบบแผนพระราชพิธีโสกันต์เจ้าฟ้าอย่างครั้งกรุงเก่านั้น เจ้าฟ้าทิพยวดี พระราชธิดาพระเจ้าอยู่หัว บรมโกศ ได้ทรงแนะสอนไว้ในพระราชวังบวรฯ ครั้งโสกันต์พระองค์เจ้า 3 พระองค์ เป็นเยี่ยงอย่างอยู่แล้วจึงโปรดให้เจ้าพนักงาน ตั้งเขาไกรลาศ ณ ชาลาในพระราชวัง ตั้ง การพระราชพิธีมีเตียงพระมณฑลบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และตั้งราชวัตรฉัตรราย ทางนั่งกลาบาต มีการเล่นต่างๆ ตลอดสองข้างทางที่จะเดินกระบวนแห่ แต่ประตูราชสำราญมา

ณ เดือน 4 ขึ้น 15 ค่ำ แรม 1 ค่ำ 2 ค่ำ เวลาบ่าย ตั้งกระบวนแห่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี เสด็จทรงยานุมาศตั้งแต่เกยในพระราชวัง ออกประตูราชสำราญ มาตามถนนริมกำแพงพระราชวัง มาเข้าประตูพิมานไชยศรี แล้วประทับเกยกำแพงแก้วด้านบูรพาทิศพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เสด็จลงจากพระยานุมาศ แล้วเสด็จทางพาขาวลาดขึ้นบนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงสดับพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์ 3 วันแล้ว ณ วันศุกร์ เดือน 4 แรม 3 ค่ำ เวลาเช้าแห่มาโสกันต์ที่พระมหาปราสาท แล้วเสด็จกลับทางประตูท้ายที่ทรงบาตรที่ชาลาพระมหาปราสาทข้างใน แล้วจึงทรงพระเสลี่ยงน้อยขับไม้ พราหมณ์นำเสด็จพระยาศรีธรรมาธิราช พระยาธรรมา พระยาบำเรอภักดิ์ พระยาอนุรักษ์มณเฑียร คู่เคียง 2 คู่เคียง พระเสลี่ยงมาทรงสรงน้ำที่สระอโนดาตที่เชิงเขาไกรลาศ สรงแล้วเสด็จประทับพลับพลาทรงเครื่องเสด็จขึ้นบนเขาไกรลาศ จึงเจ้าฟ้ากรมขุนอิศรานุรักษ์แต่งพระองค์ทรงฉลองพระองค์ครุยทรงชฎาเดินหน สมมติว่าเป็นพระอิศวรเสด็จลงมาแต่พระมณฑปใหญ่ยอดเขาไกรลาศ ทรงรับพระกรที่ชั้นทักษิณทิศตะวันตกกลางบันไดนาค จูงพระกรขึ้นไปบนเขาไกรลาศประทานพรแล้วนำเสด็จลงมาสู่ที่เกยด้านตะวันออก เสด็จพระยานุมาศแห่เวียนประทักษิณเขาไกรลาศ 3 รอบ แล้วแห่กลับมาตามทางออกประตูพิมานไชยศรี ไปเข้าในพระราชวังทางประตูราชสำราญ ครั้นเวลาบ่ายตั้งกระบวนแห่เครื่องแดงมาสมโภชวันนั้นแล้ว ตั้งกระบวนแห่สมโภชต่อไปอีก 2 วัน ณ เดือน 14 แรม 6 ค่ำ เป็นวันที่ 7 จึงแห่พระเกศาไปลอยเป็นเสร็จการโสกันต์ พระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้ากุณฑลทิพยวดี" n

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค