
รู้ทันทุนศตวรรษที่ 21
นอกจากคอลัมน์ติดอาวุธจะเสนอเครื่องมือทางบริหารจัดการเทคโนโลยีใหม่ ประสบการณ์จริงในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ แล้ว หากมีอะไรที่จะทำให้แฟนคอลัมน์ได้เห็นก่อน เห็นกว้าง เห็นลึก และเห็นไกล เพื่อนำไปใช้ทางธุรกิจ หรือชีวิตส่วนตัวได้ ก็อยากจะนำเรื่องนั้นมาบอก เช่นเดียวกับครั้งนี้ ซึ่งมีการนำข้อมูลทางเศรษฐกิจระบบทุนนิยมย้อนหลังไปราว 300 ปี จากกว่า 20 ประเทศที่มีการจดบันทึก มาหักล้าง มาอธิบาย มายืนยัน ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์หลายเรื่องที่เชื่อกันมา ที่สำคัญคือข้อมูลย้อนหลังที่มากขนาดนั้นได้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับทุนนิยม ซึ่งโลกส่วนใหญ่เคลื่อนไหวด้วยระบบนี้อยู่
นอกจากคอลัมน์ติดอาวุธจะเสนอเครื่องมือทางบริหารจัดการเทคโนโลยีใหม่ ประสบการณ์จริงในการสร้างความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจต่างๆ แล้ว หากมีอะไรที่จะทำให้แฟนคอลัมน์ได้เห็นก่อน เห็นกว้าง เห็นลึก และเห็นไกล เพื่อนำไปใช้ทางธุรกิจ หรือชีวิตส่วนตัวได้ ก็อยากจะนำเรื่องนั้นมาบอก เช่นเดียวกับครั้งนี้ ซึ่งมีการนำข้อมูลทางเศรษฐกิจระบบทุนนิยมย้อนหลังไปราว 300 ปี จากกว่า 20 ประเทศที่มีการจดบันทึก มาหักล้าง มาอธิบาย มายืนยัน ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์หลายเรื่องที่เชื่อกันมา ที่สำคัญคือข้อมูลย้อนหลังที่มากขนาดนั้นได้สะท้อนให้เห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นกับทุนนิยม ซึ่งโลกส่วนใหญ่เคลื่อนไหวด้วยระบบนี้อยู่
ข้อมูลที่ค้นคว้ามา 15 ปี ได้อธิบายว่าทำไมบางคนจึงรวย บางคนจึงจน พร้อมชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่เกิดจากระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างปัญหาไปทั่วโลก เช่น กรณีอาหรับสปริง กรณีออคคิวพายวอลสตรีท ขณะที่ในประเทศไทยซึ่งคนส่วนใหญ่เป็นหนี้โดยหนี้ครัวเรือนสูงกว่า 80% ของจีดีพี แต่คนรวย 20% กลับถือครองทุนถึง 80% ของประเทศ กระจุกตัวเป็นความเหลื่อมล้ำที่มากเช่นเดียวกับโลก สิ่งนี้จึงเป็นประเด็นที่ควรต้องเข้าใจเพื่อมองให้เห็นแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น โดย ศ.ดร.โทมัส พิเก็ตตี (Thomas Piketty) นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังชาวฝรั่งเศส ได้เขียนเป็นหนังสือทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 (Capital in the Tewnty-First Century) และเพิ่งแปลเป็นภาษาไทยโดยโพสต์บุ๊กส์
ศ.พิเก็ตตี ระบุว่า เนื้อหาที่เขียนค้นคว้ามา 15 ปี พ.ศ. 2541-2556 (ค.ศ. 1998-2013) เพื่อทำความเข้าใจว่าพลวัตของความมั่งคั่งและรายได้ในประวัติศาสตร์มีความเป็นมาอย่างไร เป็นการขยายผลมาจากงานวิจัยผู้มีรายได้สูงในฝรั่งเศส จากนั้นนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นก็ขยายไปศึกษากรณีของ เช่น อังกฤษ อเมริกา ญี่ปุ่น อินเดียรวมกว่า 20 ประเทศ โดยข้อมูลที่นำมาวิจัยบางส่วนก็ต่อยอดมาจากนักเศรษฐศาสตร์รุ่นก่อนที่สำรวจบันทึกเป็นข้อมูลไว้มาอธิบาย
ดังนั้น เพื่อให้เห็นประเด็นสำคัญของงานชิ้นนี้ จึงขอมองผ่านนักเศรษฐศาสตร์อย่าง บัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย และอดีตรองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติ ในฐานะที่อ่านหนังสือเล่มนี้ว่าเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาว่าด้วยการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรที่มีจำกัดครอบคลุม 3 ประเด็น การผลิต การกระจาย และการใช้จ่าย ที่ผ่านมาการผลิตกับ การใช้จ่าย มีการศึกษาวิจัยและนำมาประยุกต์ใช้เชิงนโยบายมากที่สุด แต่การศึกษาเกี่ยวกับการกระจายมีน้อยและไม่ค่อยมีการพูดถึงในแง่ นโยบายเศรษฐกิจ ส่วนหนึ่งเพราะการกระจายเป็นประเด็นเกี่ยวกับแนวคิด ไม่มีกรอบทฤษฎีที่ได้รับการรองรับ ข้อมูลมีน้อย กระจัดกระจาย ทำให้ไม่ค่อยมีการศึกษาวิจัยอย่างจริงจัง ที่สำคัญประเด็นการกระจายเป็นเรื่องละเอียดอ่อน มักโดนโยงไปกับแนวคิดทางการเมือง ทำให้เป็นประเด็นที่มีการศึกษาน้อยแม้จะเป็นเรื่องสำคัญ
เมื่อเป็นดังนี้การที่ ศ.พิเก็ตตี นำข้อมูลการกระจายที่ค้นคว้ามา 15 ปีมาตีพิมพ์ครั้งแรกปี 2556 (ค.ศ. 2013) จึงได้รับการตอบรับมาก และอีกเหตุผลหนึ่งที่หนังสือเล่มนี้ขายดี เพราะออกมาตรงกับความรู้สึกของคนทั่วไป ที่อึดอัดกับเศรษฐกิจโลกและการไม่ขยายตัว ทำให้การเติบโตของรายได้ของคนส่วนใหญ่มีข้อจำกัด ขณะที่คนที่ได้ประโยชน์จากทุนก็รวยมากขึ้น คนส่วนใหญ่จึงอยากรู้ว่าปัญหาเป็นอย่างไร แย่แค่ไหน และต้องการความรู้ว่าจะแก้อย่างไร
ทั้งนี้ บทสรุปสำคัญของหนังสือก็คือความเหลื่อมล้ำของทรัพย์ หรือความมั่งคั่งจากผลสะสมของระบบทุนนิยม ที่ผู้มีทุนหรือทรัพย์จะขยายความมั่งคั่งได้ไปพร้อมกับการเติบโตของเศรษฐกิจ จากข้อเท็จจริงอัตราการเติบโตของผลตอบแทนของทุน (r) จะสูงกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ (g) ความแตกต่างนี้ทำให้ความเหลื่อมล้ำในระบบเศรษฐกิจโลกเพิ่มมากขึ้นโดยปริยายตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมช่วงศตวรรษที่ 19
กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี บอกว่า จากการอ่านข้อมูลวิจัยของทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 แล้วอดย้อนกลับมาดูตัวเราเองไม่ได้ เพราะจากการศึกษาที่เคยทำไว้ เรื่อง "ปัญหาการ กระจายรายได้ในประเทศไทยและทางออก" พบว่าไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำสูง มีการกระจุกตัวของทุนและความมั่งคั่ง ช่องว่างคนรวยคนจนช่วง 30 ปี เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง นี่จะเป็นคำถามเชิงนโยบายที่ท้าทายที่สุดของรัฐบาลในช่วงต่อไป ที่ต้องหากรอบนโยบายที่เหมาะสมมาดูแล "ทุน" และดูแลไม่ให้ความเหลื่อมล้ำทวีความรุนแรงขึ้นเหมือนประเทศอื่นๆ ซึ่งหากประเทศไทยหาคำตอบเรื่องนี้ได้ ก็จะเป็นกรอบนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง
จากได้ฟังท่านผู้รู้ทั้งหมดจะเห็นว่า หากนักธุรกิจเข้าใจพลวัตของทุนทั้งระดับโลกและที่จะส่งผลถึงไทย ก็จะทำให้เลือกติดอาวุธได้ถูกจังหวะ ก่อให้เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผล เพราะไทยอยู่ในระบบทุนนิยม การที่ผู้ประกอบการรู้ทันความเปลี่ยนแปลงของทุน จึงเป็นการช่วยเพิ่มความสามารถแข่งขันไปในตัว







