
ทิสโก้มั่นใจปีนี้ สินเชื่อโต10%
ทิสโก้ มั่นใจหลังควบรวมสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเสร็จดันสินเชื่อทั้งปีโต 10% หวั่นมาตรการคุมสินเชื่อบุคคลกระทบรายได้
ทิสโก้ มั่นใจหลังควบรวมสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดเสร็จดันสินเชื่อทั้งปีโต 10% หวั่นมาตรการคุมสินเชื่อบุคคลกระทบรายได้
นายชาตรี จันทรงาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยง บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (ทิสโก้) เปิดเผยว่า มั่นใจสินเชื่อรวมในปีนี้มีโอกาสเติบโตได้มากกว่า 10% แม้ครึ่งปีแรกจะหดตัว 3% แต่เนื่องจากการเข้าซื้อธุรกิจรายย่อยจากธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เป็นไปตามแผน โดยจะมีการโอนสินทรัพย์และหนี้สินธุรกิจรายย่อยเข้ามายังทิสโก้เสร็จสิ้นในสิ้นปีนี้
ทั้งนี้ จะโอนลูกค้ามาจากสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด 3 แสนราย แบ่งเป็นลูกค้า สินเชื่อส่วนบุคคล 1 แสนราย ลูกค้า สินเชื่อที่อยู่อาศัย 1.6 หมื่นราย และลูกค้าเงินฝาก 7-8 หมื่นราย จากปัจจุบันทิสโก้มีลูกค้ารายย่อย 1 ล้านราย
ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนสินเชื่อแบ่งเป็นสินเชื่อรายย่อย 70% สินเชื่อรายใหญ่ 20% สินเชื่อเอสเอ็มอี 10% โดยหลังควบรวมสัดส่วนสินเชื่อรายย่อยจะเพิ่มขึ้นเป็น 80% และสินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อเอสเอ็มอีรวมกัน 20%
"สินเชื่อรถยังหดตัวถึงแม้ตลาดขายรถจะโต แต่ยังมีการแข่งขันกันสูง และเราไม่อยากแข่งด้านราคา ซึ่งจะมาเน้นตลาดหลังจากควบรวมมากกว่า ซึ่งปีนี้ยังเชื่อว่าถ้ากระบวนควบรวมเสร็จเรียบร้อย จะทำให้สินเชื่อขยายได้มากกว่า 10%" นายชาตรี กล่าว
นายชาตรี กล่าวว่า ในครึ่งปีหลังคาดว่าหากเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว และยังมีความเป็นห่วงกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอี ส่วนลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต และมีความแข็งแรงในภาวะที่เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยง
สำหรับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ในสิ้นปีนี้คาดว่าจะคุมไม่ให้เกิน 2.41% หรือมีโอกาสที่จะลดลงอยู่ในระดับใกล้เคียงจากปัจจุบัน ซึ่งที่ผ่านมาเอ็นพีแอลก็ลดลงมาอย่างต่อเนื่องหลังสถานการณ์เอ็นพีแอลของสินเชื่อรถยนต์กลับเข้าสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้การตั้งสำรองในครึ่งปีหลังก็จะลดลง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารตั้งสำรองมากกว่า 2% ของพอร์ตสินเชื่อรวม โดยครึ่งปีแรกธนาคารตั้งสำรอง 1.2% ของพอร์ตสินเชื่อรวมที่อยู่ 2.1 แสนล้านบาท และสิ้นปีนี้พอร์ตสินเชื่อของธนาคารจะขยับสูงขึ้นแตะระดับ 2.4-2.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพของธนาคาร ในสิ้นปีนี้ธนาคารตั้งเป้ารักษาไม่ให้ต่ำกว่า 172% ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปัจจุบัน โดยเงินกองทุนของธนาคารก็ยังเพียงพอต่อการขยายธุรกิจ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะไม่มีการซื้อธุรกิจเพิ่มเติม แต่ปีหน้าหากมีโอกาส และราคาที่เหมาะสมธนาคารก็พร้อมที่จะเข้าซื้อกิจการ
นายชาตรี กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย ออกกฎเกณฑ์คุมการปล่อยสินเชื่อธุรกิจบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย จากการที่ธนาคารรับโอนพอร์ตสินเชื่อ เข้ามา ซึ่งสินเชื่อบัตรเครดิตจะได้รับผล กระทบทางด้านรายได้ดอกเบี้ย โดยครึ่งหนึ่งของพอร์ตประมาณ 1,500-2,000 ล้านบาทเป็นสินเชื่อเงินระยะสั้น







