posttoday
คุมขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ14 ล้านล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

คุมขุมทรัพย์รัฐวิสาหกิจ14 ล้านล้าน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

08 สิงหาคม 2560

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะพิจารณาภายในปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า

เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง

ในที่สุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ พ.ศ. ... ตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอ ซึ่งขั้นตอนต่อไปก็จะส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณา คาดว่าจะพิจารณาภายในปีนี้ หรืออย่างช้าต้นปีหน้า

ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ถือเป็นการยกเครื่องการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเริ่มเดินหน้าเรื่องนี้ตั้งแต่เข้ามาบริหารประเทศ หรือตั้งแต่ประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา เพราะเห็นว่ารัฐวิสาหกิจ มีความสำคัญกับการพัฒนาประเทศไทยอย่างมาก มีงบลงทุนแต่ ละปี 4-5 แสนล้านบาท ใกล้เคียงกับงบลงทุนของหน่วยงานรัฐ แต่ที่ผ่านมายังมีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการทำงานที่ต่ำ ทำให้การเป็นเครื่องจักร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ไม่เต็มที่

สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ระบุบ่อยครั้งว่า รัฐวิสาหกิจมีทรัพย์สินรวมกันสูงถึง 14 ล้านล้านบาท มีรายได้ 5 ล้านล้านบาท มีรายจ่าย 4.7 ล้านล้านบาท และส่งรายได้ให้กับประเทศปีละกว่า 1 แสนบาท ซึ่งหากการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจสนับสนุนยุทธศาสตร์ของชาติ สร้างความสมดุลเศรษฐกิจภายในประเทศกับต่างประเทศ ก็จะทำให้เศรษฐกิจของไทยขยายตัวได้รวดเร็วมากขึ้น

ขณะที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ระบุว่า รัฐวิสาหกิจเป็นกลไกของรัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ รวมถึงเป็นผู้ให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ดังนั้น ภาครัฐจำเป็นต้องมีการปฏิรูปการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจทั้งในและนอกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการรัฐวิสาหกิจฯ แม้ว่าจะครอบคลุมถึงการกำหนดบทบาท หน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้กำหนดนโยบาย ผู้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ ผู้ถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ และรัฐวิสาหกิจ ให้ชัดเจนมากขึ้น

เมื่อดูสาระสำคัญร่าง พ.ร.บ.พัฒนารัฐวิสาหกิจฯ ประกอบไปด้วยหลักการสำคัญจำนวน 6 เรื่องที่สำคัญ

1.จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานเป็นคณะกรรมการระดับชาติ เพื่อกำหนดนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นระบบ การดึง คนร.มาอยู่ใน พ.ร.บ. จากเดิมไม่มีกฎหมายรองรับที่ชัดเจน จะทำให้การกำหนดนโยบายของรัฐวิสาหกิจจากฝ่ายนโยบายมีความต่อเนื่องมากขึ้น

2.กำหนดให้มีแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจเพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนารัฐวิสาหกิจให้สอดคล้องแผนพัฒนาฯ และยุทธศาสตร์ชาติ และเป็นช่องทางในการส่งผ่านนโยบายของภาครัฐไปยังรัฐวิสาหกิจให้มีความชัดเจนและโปร่งใส จากเดิมที่มีแต่แผนการลงทุนที่จำนวนไม่น้อยไม่ได้สอดคล้องกับการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทำให้การลงทุนขับเคลื่อนเศรษฐกิจไร้ทิศทาง

3.มีกระบวนการสรรหากรรมการที่ชัดเจน โปร่งใสและมุ่งเน้นประสบการณ์และความรู้ความสามารถที่จำเป็นต่อการดำเนินงานและการพัฒนาของรัฐวิสาหกิจ ถือเป็นประเด็นที่สำคัญมาก เพราะที่ผ่านมารัฐวิสาหกิจกลายเป็นขุนทรัพย์เข้ามาหาผลประโยชน์จากนักการเมือง โดยการส่งคนใกล้ชิดเข้ามาเป็นกรรมการเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกพ้อง ซึ่งส่วนใหญ่ทำให้รัฐวิสาหกิจเสียหาย อ่อนแอ และไม่มีประสิทธิภาพการดำเนินงาน

4.มีกลไกระบบการกำกับดูแลที่ดี (ธรรมาภิบาล) เพื่อเปิดเผยข้อมูลให้เกิดความโปร่งใสและส่งเสริมความรับผิดรับชอบในการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งเป็นมติใหม่ที่จะทำให้สังคมประชาชนตรวจสอบการทำงานของรัฐวิสาหกิจ ซึ่งจะทำให้การดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจอยู่ในกรอบที่ถูกต้อง ไม่เดินออกนอกทางและทำให้เกิดความเสียหายเหมือนที่ผ่านมา

5.พัฒนาระบบประเมินผลที่เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์รัฐวิสาหกิจและนโยบายอย่างเป็นระบบ จากเดิมที่ไม่เชื่อมโยง นโยบายกำหนดแบบหนึ่งแต่รัฐวิสาหกิจดำเนินการอีกอย่าง

6.จัดตั้งบรรษัทวิสาหกิจแห่งชาติ (ซูเปอร์โฮลดิ้ง) ทำหน้าที่ในฐานะผู้ถือหุ้นเชิงรุกกับรัฐวิสาหกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือแปลงสภาพเป็นบริษัทจำกัดแล้ว 12 แห่ง ซึ่งถือครองทรัพย์สินเกินครึ่งของรัฐวิสาหกิจทั้งหมด 14 ล้านล้านบาท เพื่อเสริมสร้างประสิทธิภาพในการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจให้มีความพร้อมในการแข่งขันเชิงพาณิชย์และสามารถดำเนินการได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยคงความเป็นรัฐวิสาหกิจไว้

อย่างไรก็ตาม ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาการรัฐวิสาหกิจฯ ถูกจับตามองไปที่เรื่องการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งมากที่สุด เพราะหากรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ส่วนใหญ่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เช่น บริษัท ปตท. บริษัท การบินไทย บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท ธนาคารกรุงไทย เป็นต้น สำหรับรัฐวิสาหากิจที่แปลงสภาพแล้ว เช่น บริษัท ทีโอที บริษัท กสท โทรคมนาคม บริษัท ไปรษณีย์ไทย เป็นต้น

มีประเมินเบื้องต้นว่ารัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ที่จะมาอยู่ในซูเปอร์โฮลดิ้ง มีทรัพย์สินรวมกันไม่น้อยกว่า 10 ล้านล้านบาท หรือ 2 ใน 3 ของทรัพย์สินรัฐวิสาหกิจทั้งหมด คุมเม็ดเงินการลงทุนของรัฐวิสาหกิจกว่า 80-90% ของการลงทุนรัฐวิสาหกิจในแต่ละปี ดังนั้นการตั้งซูเปอร์โฮลดิ้งคุมรัฐวิสาหกิจทั้ง 12 แห่ง ถือเป็นการคุมรัฐวิสาหกิจได้เกือบทั้งหมดอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งจะทำให้การเดินหน้ารัฐวิสาหกิจเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากข้อมูลของ สคร. สรุปราคาหลักทรัพย์ที่กระทรวงการคลังถือครองล่าสุด 31 พ.ค. 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวน 110 แห่ง มีมูลค่าตามราคาตลาด 1.4 ล้านล้านบาท จากราคามูลค่าตามบัญชี 1.14 ล้านล้านบาท ทั้งนี้หลักทรัพย์ทั้ง 110 แห่ง ประกอบด้วยหลักทรัพย์ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 20 แห่ง เป็นรัฐวิสาหกิจ 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงไทย บริษัท การบินไทย บริษัท ปตท. บริษัท ท่าอากาศยานไทย บริษัท อสมท และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม มีมูลค่าตามราคาตลาด 1.03 ล้านล้านบาท เทียบกับมูลค่าทางบัญชี 4.83 แสนล้านบาท ซึ่งมูลค่าตลาดสูงกว่ามูลค่าทางบัญชีกว่าเท่าตัว

ดังนั้น การบริหารรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ นอกจากช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้รวดเร็วแล้ว ยังสร้างความมูลค่าความมั่งคั่งการเงินการคลังของประเทศ จากมูลค่าหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม เอกนิติ กล่าวว่า ไม่อยากให้มองร่าง พ.ร.บ.การพัฒนา รัฐวิสาหกิจฯ มีแต่เรื่องการตั้งซูเปอร์ โฮลดิ้ง ที่สำคัญมากที่สุด เพราะทั้ง 6 เรื่องสำคัญที่อยู่ในกฎหมายมีความสำคัญเท่ากันหมด ถือเป็นการยกเครื่องรัฐวิสาหกิจครั้งใหญ่ทุกด้านอย่างที่ไม่เคยมีการทำมาก่อน ซึ่งจะทำให้การพัฒนาการกำกับดูแลและบริหารรัฐวิสาหกิจมีการบูรณาการ เป็นระบบ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ทั้งหมดจะทำให้การบริหารงานของรัฐวิสาหกิจที่มีสินทรัพย์ 14 ล้านล้านบาท เท่ากับจีดีพีของประเทศ มีการดำเนินการให้บริการสาธารณะที่มีคุณภาพให้แก่ประชาชนและขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับประเทศในท้ายที่สุด n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน