
อิงเกรส หุ้นอาเซียนพร้อมโต
ประลองยุทธ ผงงอย &บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) (INGRS) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ มีบริษัทย่อยทั้งหมด 9 บริษัท ใน 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและอินเดีย กำลังจะเข้าเป็นหุ้นน้องใหม่เข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 9 ส.ค. ถือเป็นบริษัทแรกที่มีผู้ถือหุ้นหลักและฐานธุรกิจหลักอยู่ในต่างประเทศที่เข้ามาจดทะเบียนใน SET
ประลองยุทธ ผงงอย &
บริษัท อิงเกรส อินดัสเตรียล (ไทยแลนด์) (INGRS) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายชิ้นส่วนยานยนต์ มีบริษัทย่อยทั้งหมด 9 บริษัท ใน 4 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและอินเดีย กำลังจะเข้าเป็นหุ้นน้องใหม่เข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในวันที่ 9 ส.ค. ถือเป็นบริษัทแรกที่มีผู้ถือหุ้นหลักและฐานธุรกิจหลักอยู่ในต่างประเทศที่เข้ามาจดทะเบียนใน SET
"อับดุลราฮิม บินฮาญีฮีตัม" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร INGRS ให้สัมภาษณ์ "โพสต์ทูเดย์" ว่า เป้าหมายการเติบโตของรายได้ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าของบริษัทจะเติบโตได้ไม่ต่ำกว่า 10-11% ต่อปี อีกทั้งแนวโน้มอัตรากำไรสุทธิและอัตรากำไรขั้นต้นดีขึ้น จากการเติบโตจากทุกประเทศที่บริษัทมีฐานธุรกิจ
INGRS เมื่อเทียบหุ้นชิ้นส่วนยานยนต์ที่มีอยู่ใน SET ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ถือหุ้นชาวไทยหรือต่างชาติ ส่วนใหญ่จะมีฐานโรงงานผลิตที่เดียวในไทย INGRS จึงเป็นบริษัทแรกที่มีฐานการผลิตตั้งอยู่ในอาเซียนถึง 4 ประเทศ ถือได้ว่าเป็นหุ้นอาเซียนเต็มตัวรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีฐานการผลิตที่กระจาย
นอกจากนี้ ยังเป็นการกระจายความเสี่ยงในการทำธุรกิจของบริษัท เพราะหากประเทศใดประเทศหนึ่งมีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำจะกระทบกับโรงงานในประเทศนั้น แต่ฐานโรงงานผลิตอื่นยังสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวดีขึ้นจากจุดต่ำสุดที่ได้ผ่านไปแล้ว ขณะที่ฐานธุรกิจของบริษัทในทุกประเทศมีโอกาสเติบโตดีขึ้น เริ่มจากตลาดอินเดียมีโอกาสการเติบโตที่สูงมากด้วยปัจจัยดังนี้ ประการแรก ประชากรของประเทศที่มีจำนวนมากถึง 1,200 ล้านคน
ประการที่สอง อัตราส่วนการครอบครองรถยนต์ต่อประชากร 1,000 คนจะครอบครองรถยนต์เพียง 100 คัน ซึ่งคิดจากรถยนต์ทุกประเภท เช่น รถบรรทุก รถบัส หากนับเฉพาะรถยนต์นั่งบุคคลจะมีอัตราส่วนน้อยกว่าตัวเลขดังกล่าว เทียบกับไทยที่ประชากร 1,000 คนจะครอบครองรถยนต์ 600 คัน ส่วนมาเลเซีย ประชากร 1,000 คนจะครอบครองรถยนต์ 800 คัน ดังนั้นมีโอกาสที่ยอดขายรถยนต์ในประเทศจะเติบโตสูงเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้นรวมถึงชนชั้นกลางจะมีรายได้ที่เพิ่มขึ้นรวดเร็วขึ้นทำให้มีกำลังซื้อมากขึ้น
ประการที่สาม อุตสาหกรรมยานยนต์ของอินเดียมีฐานการผลิตที่ใหญ่และมีแนวโน้มการเติบโตสูงมากในปี 2559 ยอดผลิตรถยนต์ประมาณ 3.5 ล้านคันซึ่งส่วนใหญ่จำหน่ายในประเทศเป็นหลัก จะส่งออกไปขายต่างประเทศเพียง 2 แสนคน ในปี 2560 จะมียอดผลิตเพิ่มเป็น 4 ล้านคัน เติบโต 15%
อับดุลราฮิมตั้งเป้าหมายการเติบโตในช่วง 3-5 ปีข้างหน้าเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี เพื่อขายในประเทศและส่งออก เทียบกับไทยปีนี้ที่ยอดผลิตรถยนต์อาจจะไม่ถึง 2 ล้านคัน ด้วยขนาดพื้นที่ของอินเดียที่มีขนาดใหญ่มากทำให้บริษัทพิจารณาลงทุนเปิดโรงงานใหม่ตามภาคอื่นเพิ่มในอนาคตด้วย และเป็นประเทศที่ใช้ภาษาอังกฤษสื่อสารเป็นหลักทำให้การติดต่อทำงานทำได้ง่าย
อินโดนีเซียมีประชากร 250 ล้านคน สูงสุดในกลุ่มประเทศอาเซียน ปัจจัยการเมืองและเศรษฐกิจในประเทศเริ่มมีความมั่นคงดีขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของปี 2559-2563 จะเติบโตเฉลี่ย 14% ต่อปีจากยอดผลิตปี 2559 ที่ประมาณ 1.2 ล้านคัน ส่งออกเพียง 1 แสนคันที่เหลือขายในประเทศเป็นหลักจึงมีโอกาสเติบโตทั้งการขายในประเทศตามกำลังซื้อที่ดีขึ้นและมีแนวโน้มส่งออกมากขึ้น อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนให้สิทธิประโยชน์กับอุตสาหกรรมยานยนต์ด้วย คาดว่ายอดผลิตรถยนต์ในมาเลเซียในปี 2559-2563 จะเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี
ตลาดในมาเลเซียมีแบรนด์รถยนต์ท้องถิ่นคือเปอโรดัวกับโปรตอนที่ครองส่วนแบ่งการตลาดรวมกัน 50% ในมาเลเซีย โดยรัฐบาลมาเลเซียเองก็มี นโยบายกระตุ้นการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นกันโดยจะให้สิทธิประโยชน์ภาษีกับค่ายรถยนต์ที่ลงทุนผลิตรถยนต์ประหยัดน้ำมัน
สำหรับในไทยถือเป็นตลาดที่มีโอกาสเติบโตเพราะเป็นศูนย์กลางผลิตรถยนต์ของภูมิภาคอาเซียนมีหลายโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนการลงทุนอุตสาหกรรมรถยนต์รวมถึงมีการส่งออกรถยนต์ 60% ที่จะเติบโตดีขึ้นตามเศรษฐกิจโลกที่กำลังฟื้นตัว ดังนั้นคาดว่าช่วง 3-5 ปีข้างหน้าคาดว่ายอดผลิตรถยนต์ของไทยจะเติบโตไม่ต่ำกว่า 3.5% ต่อปี เทียบไตรมาสแรก ปีนี้ยอดผลิตเติบโต 15% และไตรมาส 2 ปีนี้เติบโตในระดับ 10%
บริษัทมีโรงงานผลิตในหลายประเทศทำให้มีความได้เปรียบ เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์ส่วนใหญ่นั้นในการสั่งซื้อชิ้นส่วนรถยนต์จะใช้ระบบการเสนอราคาผู้ผลิตชิ้นส่วนจะต้องมีฐานโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์เพื่อสามารถส่งมอบให้กับลูกค้าที่มีฐานผลิตรถยนต์ในประเทศที่มีโรงงานผลิตอยู่ด้วยซึ่งบริษัทมีครบในทุกประเทศที่ลูกค้าผู้ผลิตรถยนต์มีโรงงานตั้งอยู่
นอกจากนี้ ยังได้เปรียบในเรื่องต้นทุนการผลิตเพราะสามารถผลิตเครื่องมือได้ทั้งหมด พร้อมทั้งสามารถแชร์ต้นทุนกับฐานการผลิตในแต่ละประเทศที่มีฐานผลิตได้ด้วย อีกทั้งบริษัทยังมีพันธมิตรคือญี่ปุ่นที่มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่เป็นลูกค้าของบริษัท พร้อมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้สามารถออกแบบสินค้าได้ เหมาะสมตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมถึงในแต่ละโรงงานจะมีทีมงานชาวญี่ปุ่นสามารถประสานงานกับลูกค้าโดยตรงซึ่งในอุตสาหกรรมมีโรงงานที่มีลักษณะคล้ายกับของบริษัทมีจำนวนน้อยมาก ประกอบกับทีมงานบริหารจัดการมีประสบการณ์ในอุตสาหกรรมยานยนต์มายาวนานไม่น้อยกว่า 25 ปีทั้งชาวไทยและมาเลเซีย พร้อมทั้งได้รับการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีจากพันธมิตรญี่ปุ่นมาต่อเนื่อง
ทั้งนี้ จากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในอนาคตไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (อีวีคาร์) บริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากการผลิตรถยนต์ระบบมาตรฐานที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงกับการผลิตรถยนต์ไฟฟ้ายังต้องใช้ระยะเวลาในการเปลี่ยนผ่านขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รวมถึงนโยบายในแต่ละประเทศ
บริษัทมั่นใจในการรับมือเพราะจะได้รับผลกระทบโดยตรงคือผู้ผลิต ชิ้นส่วนเครื่องยนต์หรืออุปกรณ์เกี่ยวกับการขับเคลื่อนของรถยนต์ ในส่วน ของบริษัทเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนเกี่ยวกับ โครงประตู หน้าต่าง ถือเป็นชิ้นส่วน ที่มีความจำเป็นแม้ว่าเทคโนโลยีจะเปลี่ยนแปลง พร้อมทั้งได้พัฒนารองรับในอนาคตที่การเทคโนโลยีผลิตรถยนต์จะมีน้ำหนักที่ลดลงด้วยความร่วมมือกับพันธมิตรญี่ปุ่น







