
ปั้นแรงงานอุตฯไอที
เอ็มยูทีเผยไทยยังขาดแคลนแรงงานด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์-ไอที-เทคสตาร์ทอัพกว่า 4,000 คน/ปี
เอ็มยูทีเผยไทยยังขาดแคลนแรงงานด้านวิศวกรคอมพิวเตอร์-ไอที-เทคสตาร์ทอัพกว่า 4,000 คน/ปี
รศ.สุเจตน์ จันทรังษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร (เอ็มยูที) เปิดเผยว่า การผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเป็นดิจิทัลฮับแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการก้าวไปสู่เป้าหมายไทยแลนด์ 4.0 นั้น ไทยต้องมีความพร้อมก่อนโดยเฉพาะการขาดบุคลากรทางด้านวิชาชีพและเทคโนโลยีที่จำเป็น โดยปัจจุบันความต้องการบุคลากรวิศวกรคอมพิวเตอร์-ไอทีมีถึง 3,000 คน/ปี
ขณะที่เทคสตาร์ทอัพที่อุตสาหกรรมต้องการยังมีถึงปีละไม่น้อยกว่า 1,000 คน แต่ผู้ที่มีความรู้ความชำนาญที่ตอบโจทย์ความต้องการในตลาดได้มีเพียง 10-20% เท่านั้นที่จะทำงานด้านซอฟต์แวร์เอ็นจิเนียริ่ง แต่จะให้ความสนใจด้านแอดมินแทน นอกจากนี้ยังพบว่านักศึกษาที่จบทางด้านนี้ 95% มีงานทำภายใน 4 เดือน หลังสำเร็จการศึกษา โดยอัตราค่าจ้างเริ่มต้นไม่ต่ำกว่า 2.5 หมื่นบาท/เดือน ขึ้นอยู่กับบริษัทหรืออุตสาหกรรมนั้นๆ
ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมและร่วมขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยได้ลงนามความร่วมมือ (เอ็มโอยู) กับซินนาคอร์ เปิดตัวโครงการซิมบร้า อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ขึ้น โดยจะเป็นการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ทางเทคนิคและทักษะในการคิดเชิงวิพากษ์ที่จำเป็นต่อการพัฒนาโซลูชั่นซอฟต์แวร์บริการต่างๆ บนแพลตฟอร์มอีเมลและแพลตฟอร์มการทำงานร่วมกัน
สำหรับในเบื้องต้นจะเร่งปรับหลักสูตรคาดว่าจะบรรจุเป็นวิชาเรียนได้ประมาณเทอม 2 ปีการศึกษานี้ นอกจากนี้จะเปิดเป็นคอร์สเรียนระยะสั้น คาดว่าในปีแรกจะมีผู้จบการศึกษาราว 400 คน
ขณะที่นายเบรนท์ ริเมส รองประธานฝ่ายบริหารฝ่ายขายและการตลาดของซินนาคอร์ กล่าวว่า โครงการนี้เป็นโครงการแรกที่ร่วมกับสถาบันการศึกษา ซึ่งจะทำให้บุคลากรเหล่านี้สามารถนำไปต่อยอดบนแพลตฟอร์มอื่นๆ ได้ในอนาคต สำหรับซิมบร้า คือผลิตภัณฑ์หนึ่งของซินนาคอร์ที่เชื่อมต่อผู้คนและข้อมูลด้วยซอฟต์แวร์ความร่วมมือที่มีเอกภาพ โดยมีการใช้ซิมบร้าบนคลาวด์มากกว่า 2 แสนธุรกิจ ทั้งนี้ซิมบร้ายังรองรับเมลบ็อกซ์มากถึง 500 ล้านเมลบ็อกซ์ และทำงานร่วมกับพันธมิตร 1,500 รายทั่วโลก มีลูกค้าองค์กรมากกว่า 2,500 ราย ลูกค้าภาครัฐ 1,000 ราย และบริษัทมากกว่า 5,000 แห่งให้ความเชื่อมั่น
ด้านแนวโน้มตลาดอีเมลทั่วโลกเป็นตลาดใหญ่ที่เติบโตราว 20-25% ต่อปี มีการคาดการณ์ว่าในปี 2563 เกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่จะมีบัญชีอีเมลสำหรับการใช้งาน แต่ปัจจุบันเป็นการโตแบบรายบุคคล ขณะที่อีเมลขององค์กรหรือบริษัทกลับไม่มีคุณภาพ หากมีการพัฒนากลุ่มนี้ได้จะโต 200-300% ต่อปี







