posttoday
แก้กม.พีพีพี เร่งรัดลงทุน

แก้กม.พีพีพี เร่งรัดลงทุน

20 กรกฎาคม 2560

คลังหนุนลงทุนเต็มสูบ แก้กฎหมายให้เอกชนร่วมทุนกิจการของรัฐขอความช่วยเหลือได้หากโครงการมีความเสี่ยงสูง

คลังหนุนลงทุนเต็มสูบ แก้กฎหมายให้เอกชนร่วมทุนกิจการของรัฐขอความช่วยเหลือได้หากโครงการมีความเสี่ยงสูง

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การ ให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) โดยจะแบ่งกฎหมายออกเป็น 2 ฉบับ กฎหมายฉบับแรกยังคงเป็น ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการลงทุนต่างๆ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส แต่จะเพิ่มเรื่องการเฉลี่ยความเสี่ยงในการลงทุนมากขึ้น หากโครงการลงทุนนั้นมีความเสี่ยงภาคเอกชนก็อาจจะขอความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ เป็นต้น

ขณะที่กฎหมายฉบับที่ 2 เป็นเรื่องของการเช่าที่ราชพัสดุเพื่อให้เกิดความสะดวกมากขึ้น โดยการเช่าที่ราชพัสดุของรัฐบางอย่างไม่จำเป็นต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.พีพีพี แต่ถ้ามีการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนและมี ผลประโยชน์เกิดขึ้น จึงต้องเข้า พ.ร.บ. พีพีพีตามปกติ

สำหรับการแก้ไขร่างกฎหมายจะมีการเร่งรัดกระบวนการของการลงทุนต่างๆ ให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำหลักการของการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี มาเป็นต้นแบบ เพื่อให้มีกระบวนการรวดเร็วกว่า 9 เดือนในปัจจุบัน โดยร่าง พ.ร.บ.พีพีพีที่จะมีการแก้ไข จะมีการเปิดประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความ คิดเห็นในอีก 2-3 เดือนข้างหน้านี้ ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ

นายอภิศักดิ์ กล่าวว่า การแก้กฎหมายพีพีพี ทำเพื่อให้การลงทุนมีความคล่องตัวมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันโครงการลงทุนของภาครัฐที่จะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานมีสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท ช่วยให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยจะดีขึ้นตาม โดยเศรษฐกิจไทยปัจจุบันโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี อย่างไรก็ตามภาวะเศรษฐกิจไทยยังมีการเจริญเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ เนื่องจากภาคเอกชนยังไม่ลงทุนเท่าที่ควร มีเพียงบริษัทใหญ่ที่เริ่มมีสัญญาณการลงทุนบ้างแล้ว ทำให้รัฐต้องเร่งลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนลงทุนตาม

สำหรับความคืบหน้าการเปิดขายกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหนึ่งที่จะนำมาใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ โดยขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของสัญญาการโอนรายได้ และรับสิทธิรายได้ หรือ RTA ของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ซึ่งหากดำเนินการแล้วเสร็จ ก็สามารถทำแบบคำขอเสนอขายหน่วยลงทุนให้กับทางคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาได้ทันที โดยยืนยันว่าทุกอย่างยังคงเป็นไปตามกรอบที่เคยวางไว้ว่าจะสามารถเปิดขายได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้

"รัฐบาลกำหนดในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แก้ไขปรับปรุงอุปสรรคด้านต่างๆ และเดินหน้าวางแผนลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหลายโครงการ ขณะนี้เริ่มลงนามสัญญาจำนวนมาก เพื่อเดินหน้าทั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ รถไฟทางคู่ รถไฟความเร็วสูง สนามบิน ท่าเรือ จึงคาดว่าอันดับด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจะดีกว่าอันดับ 40 อย่างแน่นอน" รมว.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ ยอมรับว่าช่วงแรกมีการ เบิกจ่ายลงทุนน้อย แต่ปีหน้าภาครัฐจะลงทุนสูงขึ้นตามแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 1.7 ล้านล้านบาท ยอมรับทำให้ภาระหนี้สาธารณะต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จาก 42% เพิ่มเป็น 49% แต่จะควบคุมไม่ให้เกิน 50% เพื่อรักษาความยั่งยืนทางการคลัง คาดว่าในช่วง 2-3 ปีข้างหน้าการลงทุนภาครัฐจะมีสัดส่วนจาก 7-8% ของจีดีพี เพิ่มเป็น 15% เท่ากับมาเลเซีย

"ปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย เข้มแข็งมาก ทั้งทุนสำรองระหว่างประเทศ การเกินดุลการค้าต่อเนื่องหลายปี เงินบาทแข็งค่าทำให้การชำระหนี้ดีขึ้น เป็นปัจจัยบวกต่อการเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขัน รวมทั้งต้องการส่งเสริมเน้นการวิจัยและพัฒนาภาคอุตสาหกรรม ความร่วมมือของภาครัฐและเอกชนต้องแน่นแฟ้น" นายอภิศักดิ์ กล่าว

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย