
เอกชนเร่งล็อกดอกเบี้ยต่ำ ดันเอเชียแห่ออกบอนด์
นันทิยา วรเพชรายุทธแม้ว่าธนาคารกลางอีกหลายแห่งอาจจะยังไม่พร้อมที่จะขยับดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นในปี 2017 ตามทิศทางเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทว่าอย่างน้อยที่สุดแบงก์ชาติหลายแห่งทั่วโลกก็ต้องเตรียมพร้อมสู่ทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นในปี 2018 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.25-1.5% ภายในช่วงต้นปีหน้า และยังมีแผนขึ้นดอกเบี้ยภายในปีเดียวกันนี้อีก 3 ครั้ง ไปอยู่ที่ 2-2.25% ตามคาดการณ์กรรมการเสียงส่วนใหญ่ในรายงานเฟด ดอต พล็อต
นันทิยา วรเพชรายุทธ
แม้ว่าธนาคารกลางอีกหลายแห่งอาจจะยังไม่พร้อมที่จะขยับดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นในปี 2017 ตามทิศทางเดียวกับธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ทว่าอย่างน้อยที่สุดแบงก์ชาติหลายแห่งทั่วโลกก็ต้องเตรียมพร้อมสู่ทิศทางนโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้นในปี 2018 ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ที่ระดับ 1.25-1.5% ภายในช่วงต้นปีหน้า และยังมีแผนขึ้นดอกเบี้ยภายในปีเดียวกันนี้อีก 3 ครั้ง ไปอยู่ที่ 2-2.25% ตามคาดการณ์กรรมการเสียงส่วนใหญ่ในรายงานเฟด ดอต พล็อต
ภายใต้แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เช่นนี้ จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่กำลังผลักดันให้ภาคเอกชนในเอเชียเร่งถือโอกาส "ล็อกดอกเบี้ยต่ำ" ด้วยการเร่งออกบอนด์ในจังหวะที่ดอกเบี้ยยังไม่ทันปรับขึ้น
จากข้อมูลของดีลโลจิกพบว่า ภายในปี 2017 ภาคเอกชนในญี่ปุ่นมีการออกบอนด์ทั้งในสกุลเงินเยนและสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐไปแล้วถึง 1.953 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.56 ล้านล้านบาท) ซึ่งสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วถึง 10% และยังทุบสถิติสูงสุดตลอดทั้งปีของปี 2012 ที่ 1.87 แสนล้านดอลลาร์ (ราว 6.28 ล้านล้านบาท) ไปแล้ว
เรียวตะ ซูซูกิ ผู้บริหารร่วมฝ่ายตลาดตราสารหนี้ญี่ปุ่นของธนาคารแบงก์ออฟอเมริกา เมอร์ริล ลินช์ ให้มุมมองกับไฟแนนเชียลไทมส์ว่า ที่ผ่านมาภาคเอกชนของญี่ปุ่นพึ่งพาเงินกู้ธนาคารเป็นหลักหากต้องการเงินดอลลาร์ แต่สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไป เนื่องจากเอกชนต้องการดอลลาร์ใน "ปริมาณ" เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก จึงต้องหันมาพึ่งตลาดบอนด์กันมากขึ้น
นอกจากนี้ เอกชนญี่ปุ่นยังหันมาตื่นตัวเรื่องการออกไปขยายการลงทุนในต่างประเทศกันมากขึ้นด้วย จึงต้องมีการปรับตัวกันใหม่ ซึ่งคาดว่าการใช้วิธีหันมาระดมทุนในตลาดบอนด์มากขึ้นนี้จะยังมีไปอย่างต่อเนื่องอีกราว 2-3 ปี
ทั้งนี้ ต้องไม่ลืมว่าภาวะค่าเงินในเอเชียที่แข็งค่าขึ้น โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ขู่บรรดาประเทศผู้ส่งออกที่ได้เปรียบดุลการค้าว่าจะขึ้นบัญชีเป็นประเทศปั่นค่าเงิน จากการกดค่าเงินให้อ่อนเพื่อความได้เปรียบในการส่งออกนั้น ทำให้หลายประเทศไม่กล้าขยับแทรกแซงค่าเงินกันอย่างโจ่งแจ้งนัก และทำให้เอกชนจำนวนไม่น้อยใช้จังหวะเลือกที่จะไปลงทุนในต่างประเทศแทน
แม้ว่าหากเทียบเรื่องอัตราดอกเบี้ยเป็นหลักแล้ว ฝั่งญี่ปุ่นจะถือว่าถูกกว่าฝั่งสหรัฐเพราะอยู่ที่ลบ 0.1% เมื่อเทียบกับ 1.25-1.5% แต่ในแง่ของการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนแล้ว การระดมทุนด้วยดอลลาร์ก็ยัง น่าดึงดูดกว่าสำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ต้องทำสวอป
ในจำนวนการออกบอนด์ที่โดดเด่นที่สุดของญี่ปุ่นในปีนี้ คือดีลของบริษัท ซอฟต์แบงก์ บริษัทไอทีและสื่อสารที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ซึ่งระดมทุนในรูปแบบของ "หุ้นกู้ด้อยสิทธิคล้ายทุน" (Perpetual Bond) หรือเพิร์พ หุ้นกู้ไม่มีกำหนดไถ่ถอนซึ่งกำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในตลาดเอเชีย เนื่องจากบันทึกบัญชีเป็น "ทุน" ไม่ใช่หนี้เหมือนการออกหุ้นกู้ปกติ ทำให้ D/E Ratio ของบริษัทดูไม่ย่ำแย่ และซอฟต์แบงก์ก็ระดมทุนไปมหาศาลถึง 4,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 1.51 แสนล้านบาท) หรือสูงสุดเท่าที่เคยมีการออกบอนด์ตัวนี้กันมา ภายใต้ดอกเบี้ย 6% ใน 6 ปีแรก
ขณะที่รอยเตอร์สระบุว่า เพียงแค่ครึ่งปีแรกนี้ปริมาณการออกเพิร์พในกลุ่มบริษัทฝั่งเอเชีย (ไม่รวมญี่ปุ่น) ก็พุ่งไปทะลุ 1.82 หมื่นล้านดอลลาร์ไปแล้ว (ราว 6.12 แสนล้านบาท) ซึ่งมากกว่าปริมาณการออกของทั้งปี 2016 ซึ่งอยู่ที่ 1.67 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 5.61 แสนล้านบาท) และยังทุบสถิติสูงสุดตลอดกาลของปี 2014 ที่ 1.795 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.03 แสนล้านบาท) อีกด้วย
หลายบริษัทในเอเชียหันมาออกหุ้นกู้กึ่งไฮบริดแบบเพิร์พกันมากขึ้น ตั้งแต่บริษัทน้ำมันในมาเลเซียอย่าง ยินสัน โฮลดิ้งส์ ไปจนถึงบริษัทเฮลท์แคร์ในสิงคโปร์อย่างพาร์กเวย์ พันทาย โดยนอกจากการออกเพิร์พจะมีขึ้นเพื่อระดมทุนปกติแล้ว ส่วนหนึ่งยังมาจากความต้องการดอลลาร์ปริมาณสูงเพื่อนำไปซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในต่างประเทศ
ในจีนเองนั้น รัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ด้านเคมีภัณฑ์อย่างเคมไชน่า เพิ่งออกเพิร์พและหุ้นบุริมสิทธิรวมกันในวงเงินถึง 2 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 6.7 แสนล้านบาท) เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เพื่อเป็นทุนไปซื้อกิจการซินเกนทา บริษัทเมล็ดพันธุ์พืชยักษ์ใหญ่จากสวิส
นอกจากนี้ ในยุคที่นักลงทุนยังคงไล่ล่าหาผลตอบแทนสูง แต่หลายส่วนยังต้องระวังไม่ให้พอร์ตเต็มไปด้วยสินทรัพย์เสี่ยงมากเกินไป การบาลานซ์ด้วยบอนด์ในกลุ่มเพิร์พจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ตอบโจทย์นักลงทุนด้วย แม้ว่าในทางปฏิบัติจริงนั้น จะถือเป็นบอนด์ที่มีความเสี่ยงสูงต่างจากตราสารหนี้ปกติก็ตาม เนื่องจากมักจะเต็มไปด้วยเงื่อนไขปลีกย่อยที่เอื้อต่อบริษัทผู้ออกบอนด์ เช่น บริษัทสามารถเลื่อนหรืองดการจ่ายดอกเบี้ยได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง และการไม่มีอายุทำให้ต้องถือนานหากบริษัทไม่ไถ่ถอน ซึ่งหากจะขายในตลาดรองที่สภาพคล่องต่ำ ก็ต้องทำใจกับการถูกกดราคาลง
อย่างไรก็ตาม การให้ผลตอบแทนที่จูงใจก็ทำให้นักลงทุนจำนวนไม่น้อยมองข้ามความเสี่ยงไปได้ และทำให้การออกเพิร์พของบริษัทที่น่าเชื่อถือเพียงพอมักจะมีความต้องการซื้อสูงกว่าวงเงินระดมทุนหลายเท่าเสมอ เช่น กรณีของซอฟต์แบงก์ที่สูงกว่าเกือบ 3 เท่า หรือในกรณีของสตาร์ฮับ ผู้ให้บริการด้านเทเลคอมในสิงคโปร์ ที่ประเดิมออกเพิร์พ 200 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 4,900 ล้านบาท) แต่มีความต้องการซื้อสูงถึงกว่า 7 เท่า บนคูปองหน้าตั๋วที่ 3.95% และส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนรายย่อยถึง 47%
ภายใต้ความสมประโยชน์กันระหว่างทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้นที่เอกชนต้องการระดมทุนต่ำบนเงื่อนไขที่ดีที่สุด กับบรรยากาศที่นักลงทุนยังไล่ล่าหาผลตอบแทนสูงเช่นนี้ ตลาดบอนด์ในเอเชียจึงคาดว่าจะยังคงคึกคักต่อไปจนถึงสิ้นปี พร้อมการขยายตัวของหุ้นกู้เพิร์พที่หลายฝ่ายยอมเสี่ยงในวันนี้ n







