posttoday
โครงสร้างพื้นฐานอาเซียน

โครงสร้างพื้นฐานอาเซียน

17 กรกฎาคม 2560

ธนาคารเอชเอสบีซีo การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในช่วงปี 2533-2558 ที่ 85% เป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าและสื่อสาร

ธนาคารเอชเอสบีซี

o การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยในช่วงปี 2533-2558 ที่ 85% เป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าและสื่อสาร

o การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขณะนี้กำลังหันไปมุ่งเน้นโครงการด้านคมนาคมขนส่ง โดยมีแผนขับเคลื่อนโครงการขนาดใหญ่ 56 โครงการ มูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในอีก 5 ปีข้างหน้า

o คาดว่ามูลค่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.2 แสนล้านดอลลาร์จากปี 2559-2563 ซึ่งเพิ่มจาก 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2554-2558

ไทยลำดับกลางอาเซียน เมื่อพิจารณาจากคุณภาพและการจัดให้มีระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในอาเซียน 5 ประเทศ จัดให้ไทยอยู่ในอันดับที่ 3 จาก 5 อันดับ และไทยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 46 ของดัชนีโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก และมีสัดส่วนการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งคิดเป็น 19% ของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แม้ว่าการจัดให้มีโครงสร้างพื้นฐานของไทยจะดีในระดับปานกลาง แต่ก็ยังมีปัญหาฉุดรั้ง เช่น ระบบราชการ การไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการเข้าถึงแหล่งทุน การมุ่งเน้นด้านการคมนาคมขนส่ง

ช่วงแรกมุ่งเน้นโครงการโรงไฟฟ้าและสื่อสาร ส่วนช่วงที่ 2 มุ่งเน้นโครงการด้านคมนาคมขนส่ง จากรายงานของธนาคารโลก 85% ของเงินลงทุนในโครงการโครงสร้างพื้นฐานในไทยมูลค่า 5.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2533-2558 เป็นการลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าและสื่อสาร

ดังนั้น หนี้ครัวเรือนของไทยเกือบ 85% จึงเกี่ยวข้องกับการผลิตกระแสไฟฟ้าและอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์สูงเกือบ 110% ต่อมาได้เปลี่ยนไปมุ่งเน้นโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ 84% ของจีดีพีมาจากภาคการผลิต และ 96% ของผลผลิตภาคการผลิตมาจากที่ดินการจัดการกับอุปสรรค

รัฐบาลได้ดำเนินการหลายวิถีทางเพื่อเร่งการใช้จ่ายโดยตั้งคณะกรรมการนโยบายความร่วมมือในการลงทุนระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน (PPP Committee) เพื่อเร่งรัดการดำเนินโครงการจาก 24 เดือน เหลือ 9 เดือน

นอกจากนี้ ยังแยกย่อยโครงการขนาดใหญ่ออกเป็นเฟสต่างๆ และปรับปรุงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมให้มีประสิทธิภาพ

แผนงานปี 2560-2569 มูลค่า 1.86 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (หรือ 6.5 ล้านล้านบาท) คิดเป็น 5.3% ของจีดีพี

สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า แผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในช่วงปี 2560-2569 จะมีมูลค่าถึง 6.5 ล้านล้านบาท (หรือ 1.86 แสนล้านดอลลาร์) เทียบเท่ากับการลงทุนเฉลี่ยต่อปีที่ 5.3% ของจีดีพี ทั้งนี้อยู่บนสมมติฐานที่จะไม่เกิดความล่าช้า

อย่างไรก็ตาม เมื่อดูแนวโน้มในปัจจุบันแล้ว เป้าหมายการใช้จ่ายดูจะสูงเกินไปในความเห็นของเรา เราเชื่อว่าการลงทุนเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานน่าจะอยู่ที่ 3-4% ของจีดีพีในระหว่างปี 2560-2564 โดยในปี 2559 รัฐบาลสามารถเพิ่มการใช้จ่ายโครงสร้าง พื้นฐานภาครัฐเป็น 3.9% ของจีดีพีที่คำนวณจากราคาปีปัจจุบันจาก 2.9% ในปี 2557

แผนโครงการขนาดใหญ่ 56 โครงการ มูลค่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์ (หรือ 2.5 ล้านล้านบาท) ในช่วงปี 2559-2563 จากแผนยุทธศาสตร์การลงทุนภาครัฐ (ปี 2558-2565) โดยอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม ระบุว่า รัฐบาลต้องการจะเริ่มเดินหน้าโครงการขนาดใหญ่ 56 โครงการ มูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท (หรือ 7 หมื่นล้านดอลลาร์) ระหว่างที่ยังอยู่ในวาระ โดย 20 โครงการมูลค่า 4.4 หมื่นล้านดอลลาร์ ได้รับการอนุมัติในปี 2559 และโครงการที่เหลือได้รับการอนุมัติในปี 2560 ที่ผ่านมา สัญญาจ้างก่อสร้าง 11 โครงการ มูลค่า 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ได้ผู้รับเหมาแล้ว และอีก 5 โครงการมูลค่า 7,000 ล้านดอลลาร์ยังอยู่ในขั้นตอนการประมูล

ประมาณการการระดมทุนโครงการขนาดใหญ่ 56 โครงการแบ่งออกเป็นแผนงาน 20 โครงการในปี 2559 (มูลค่า 1.6 ล้านล้านบาท) และแผนงาน 36 โครงการในปี 2560 (มูลค่า 0.9 ล้านล้านบาท)

o แผนงานปี 2559 : 16 โครงการจาก 20 โครงการได้เริ่มก่อสร้างไปแล้ว หรือกำลังอยู่ระหว่างประมูล หรือระหว่างเซ็นสัญญา โครงการรถไฟความเร็วสูง 4 สาย (มูลค่า 900 ล้านบาท) มีความไม่แน่นอนมากขึ้น

o แผนงานปี 2560 : 36 โครงการครอบคลุมการก่อสร้างทางรถไฟ ทางถนน ขนส่งทางอากาศ และท่าเรือ

แผนงานโครงการย่อยต่างๆ ของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง 1.การพัฒนาเครือข่ายเชื่อมโยงทางรถไฟระหว่างเมือง (โครงการรถไฟทางคู่)

แผนยุทธศาสตร์ให้ความสำคัญกับเส้นทางรถไฟทางคู่ ซึ่งเป็นโครงการสำคัญที่จะทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคในอาเซียนโดยเชื่อมเส้นทางรถไฟทางคู่กับประเทศเพื่อนบ้าน

2.การพัฒนาโครงข่ายคมนาคมขนส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (รถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟความเร็วสูง) o โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินมีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดใน กทม. โครงการรถไฟฟ้าใต้ดินทั้ง 10 สาย รวมระยะทางทั้งหมด 469 กิโลเมตร (กม.) ขณะนี้เปิดใช้งานแล้ว 124 กม. และ 170 กม. กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง

o โครงการรถไฟความเร็วสูง มีแผนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงขนาดใหญ่ 4 เส้นทาง ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนมูลค่ามหาศาลและอยู่ในขั้นเริ่มต้น

3.การปรับปรุงโครงข่ายทางหลวงเพื่อเชื่อมศูนย์กลางการผลิตในท้องถิ่นกับประเทศเพื่อนบ้าน (โครงการมอเตอร์เวย์และทางพิเศษ)

ในเดือน มิ.ย. 2559 รัฐบาลได้อนุมัติแผนงานพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะสร้างเขตเศรษฐกิจอาเซียนชั้นนำในอีสเทิร์นซีบอร์ดของไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตเศรษฐกิจใหม่ โดยมุ่งหวังว่าอีอีซีจะเป็นศูนย์กลางการขนส่งทางน้ำที่เชื่อมท่าเรือทวายในเมียนมา ท่าเรือ สีหนุวิลล์ในกัมพูชา และท่าเรือวุงเตาในเวียดนาม

อีสเทิร์นซีบอร์ดเป็นฐานการผลิตด้านอุตสาหกรรมที่สำคัญ คิดเป็น 20% ของจีดีพี การปรับปรุงโครงสร้าง พื้นฐานจะเพิ่มประสิทธิภาพการพัฒนาใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอุตสาหกรรม โครงสร้างพื้นฐาน เมือง และการท่องเที่ยว รัฐบาลประเมินว่าอีอีซีจะดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชนอย่างน้อย 1.5 ล้านล้านบาท (หรือ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์) ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในขณะเดียวกันคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติในหลักการสำหรับการลงทุนในเฟสแรกมูลค่า 3 แสนล้านบาท โดยมุ่งเน้นที่มาบตาพุดและแหลมฉบังใน จ.ชลบุรี

เพดานการก่อหนี้สาธารณะต่อ จีดีพีของไทยอยู่ที่ 60% ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีอยู่ที่ 31% จึงเปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถกู้ยืมและเพิ่มภาระหนี้สิน สำหรับแผนงานในปี 2559-2563 รัฐบาลได้จัดเตรียมงบประมาณโดยแบ่งเป็นการกู้ยืม (65%) งบประมาณ (6%) การร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (26%) และกองทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์) (3%) ซึ่งเป็น กองทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ลงทุนในหุ้นมูลค่า 5 หมื่นล้านบาท

o รถไฟฟ้าใต้ดิน ผ่านมาตรการเร่งรัดโครงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน

o โครงการรถไฟทางคู่ ส่วนใหญ่ระดมทุนผ่านการก่อหนี้สาธารณะ

o โครงการมอเตอร์เวย์ และโครงการทางพิเศษ ผ่านมาตรการเร่งรัดโครงการร่วมลงทุนระหว่าง ภาครัฐและเอกชน ทั้งนี้ภาครัฐรับภาระด้านเงินทุนสำหรับการก่อสร้างกองทุนโครงสร้างพื้นฐานกองทุนใหม่ การจัดตั้งไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ ซึ่งคาดกันว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในไตรมาส 2/2560 น่าจะดึงดูดเงินลงทุนจากภาครัฐได้ราว 1,400 ล้านดอลลาร์เพื่อระดมทุนก่อสร้างทางพิเศษ โดยโครงข่ายทางพิเศษ 3 โครงการที่เสนอเพื่อคัดเลือกสำหรับการขายหน่วยลงทุนในขณะนี้ ได้แก่ ทางพิเศษบูรพาวิถี ทางพิเศษฉลองรัช และทางพิเศษกาญจนาภิเษก

ในปี 2558 ญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้ผ่านองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (ไจก้า) มูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท สำหรับการก่อสร้างรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เราคาดว่าแนวโน้มดังกล่าวยังคงดำเนินต่อไป ในเดือน พ.ค. 2558 รัฐบาลญี่ปุ่นได้ลงนามในสัญญาเพื่อลงทุนในรถไฟความเร็วสูงเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ มูลค่า 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์

แม้ในอดีตความอ่อนไหวทางการเมืองเป็นอุปสรรคสำคัญ แต่ถึงขณะนี้ก็ยังมีตัวอย่างความล่าช้าของโครงการจำนวนมาก เนื่องจากการไม่ใช้แนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และผู้รับเหมามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีในศาล (เช่น ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและแอร์พอร์ตลิงค์) รวมทั้งอัตราผลตอบแทนภายในของโครงการโครงสร้างพื้นฐานเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนใน PPPs

ขณะนี้รัฐบาลกำลังพยายามที่จะปรับปรุงแนวทาง PPP โดยการบริหารโครงการแบบเร่งรัด และคณะกรรมการ PPP ได้ลดระยะเวลาการดำเนินโครงการเหลือเพียง 9 เดือนจาก 24 เดือน

สำหรับเส้นทางรถไฟใต้ดิน และสัญญามอเตอร์เวย์ รัฐบาลต้องการให้ใช้แนวทาง PPP อย่างไรก็ตามสำหรับสัญญาก่อสร้างมอเตอร์เวย์ รัฐบาล รับภาระด้านเงินทุนในการก่อสร้าง ขณะที่ผู้รับเหมาได้สิทธิในการบริหารมอเตอร์เวย์และแบ่งรายได้จากค่า ผ่านทาง n

ข่าวล่าสุด

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน

เอาท์ซอร์สโปรดักชั่น โกยภาษีบาป 5 ปี 60 ล้าน กำไรต่อเนื่อง สวนทาง ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน