
ถกแผนท่องเที่ยว
สสปน.เชิญสมาคมท่องเที่ยวซีแอลเอ็มวีมาไทย ส.ค.นี้ หารือทำแพ็กเกจทัวร์ร่วมกัน เพิ่มเสน่ห์ดึงดูดเดสติเนชั่นท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
สสปน.เชิญสมาคมท่องเที่ยวซีแอลเอ็มวีมาไทย ส.ค.นี้ หารือทำแพ็กเกจทัวร์ร่วมกัน เพิ่มเสน่ห์ดึงดูดเดสติเนชั่นท่องเที่ยวระดับภูมิภาค
นายภูริพันธ์ บุนนาค ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมตลาดในประเทศ สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (สสปน.) หรือทีเส็บ กล่าวในงานประชุมแม่โขง ฟอรั่ม 2017 จัดโดยสถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่ม น้ำโขง ว่า ในเดือน ส.ค.นี้ ทีเส็บจะเชิญตัวแทนสมาคมท่องเที่ยวจากกลุ่ม ประเทศ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) มาหารือเพื่อจัดทำแพ็กเกจโปรแกรมการท่องเที่ยว (ทัวร์) ร่วมกัน
ทั้งนี้ แผนดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและทำให้ซีแอลเอ็มวีที เป็นจุดหมายปลายทาง (เดสติเนชั่น) ของการท่องเที่ยว รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ไมซ์) ในภูมิภาคนี้เติบโตขึ้น โดยรัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับตลาดกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวีมาก จากปัจจุบันมีการเดินทางข้ามไปทำการค้าขายระหว่างกัน และการมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ชายแดนเชื่อมโยง ทำให้ในช่วงที่ผ่านมาเกิดการจัดประชุมสัมมนา และเดินทางเข้าไปดูงานทั้งในฝั่งไทยและเพื่อนบ้านซีแอลเอ็มวีมากขึ้น
"การร่วมมือกันจัดทำแพ็กเกจทัวร์ของ 5 ประเทศซีแอลเอ็มวีที จะทำให้เกิดแพ็กเกจทัวร์ใหม่ๆ ที่มีความแปลกใหม่ เพื่อเพิ่มความน่าสนใจและใช้เป็นแรงดึงดูดให้เข้ามา ในระยะแรกอาจเน้นขายในกลุ่มซีแอลเอ็มวีทีกันเองก่อนจะขยายขึ้นไปถึงจีนตอนใต้ และพัฒนาไปสู่ภูมิภาคอื่นต่อ เช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน มาเลเซีย และสิงคโปร์" นายภูริพันธ์ กล่าว
สำหรับความร่วมมือในการทำ แพ็กเกจทัวร์ 5 ประเทศนั้น ได้เริ่มมีการพูดถึงมากขึ้นจากศักยภาพที่สามารถทำได้ และที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้วแต่ยังไม่เห็นเป็นภาพความร่วมมือของภาคเอกชน สมาคมการท่องเที่ยวจาก 5 ประเทศที่ชัดเจน เช่น การจัดสัมมนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด จะมีนักลงทุนที่สนใจจากกัมพูชา เวียดนามเข้ามา เมื่อดูงานในไทยเสร็จก็สามารถแวะไปพักเที่ยวที่พัทยา จ.ชลบุรี ต่อได้ เป็นต้น
ขณะที่เวียดนามต้องการให้เกิดการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวทางเรือขึ้นโดยเร็ว โดยสามารถเดินทางทางเรือจากพัทยาผ่าน จ.ตราด เข้าสู่เกาะกง สีหนุวิลล์ และเข้าไปเชื่อมกับเกาะฟูก๊วกของเวียดนาม ซึ่งจะทำให้เกิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ที่มีศักยภาพขึ้นมา ซึ่งในส่วนของไทยจะไม่วางว่าเป็นผู้นำหรือเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) แต่จะมุ่งทำงานร่วมกัน เพื่อเติบโตไปพร้อมกัน ซึ่งการทำงานร่วมกันลักษณะนี้จะช่วยเสริมจุดเด่นของแต่ละประเทศให้มีความน่าสนใจมากขึ้น ส่งเสริมให้ อนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (จีเอ็มเอส) โดดเด่นมากขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดงานไทยแลนด์ โดเมติก ไมซ์ มาร์ท (Thailand Dometic MICE Mart) ช่วงวันที่ 26 ก.ค.นี้ ที่ จ.ขอนแก่น โดยจะเชิญกลุ่มโรงแรม ศูนย์ประชุม องค์กรพัฒนาการท่องเที่ยวชุมชนประมาณ 100 รายมาร่วมงาน และจะเชิญผู้ซื้อจากสมาคม หอการค้า หน่วยงานด้านทรัพยากรบุคคลประมาณ 30 ราย และบริษัทนำเที่ยวชั้นนำอีกประมาณ 150 ราย คาดจะเกิดการเจรจาจับคู่ธุรกิจกันมูลค่าไม่น้อยกว่า 300 ล้านบาท
ทั้งนี้ จากการทำตลาดเชิงรุกมาก ขึ้นคาดจะทำให้ภาพรวมอุตสาหกรรม ไมซ์ไทยเติบโตเพิ่มขึ้น ปัจจุบันมี มูลค่าตลาดรวมประมาณ 7 หมื่นล้านบาท โดยในปี 2560 อุตสาหกรรม ไมซ์ไทยยังรักษาอัตราการเติบโตไว้ ได้ที่ระดับ 5-10% จากปกติขยายตัวเฉลี่ยปีละ 5% ซึ่งส่วนใหญ่ 50% เป็นการเข้ามาเพื่อจัดนิทรรศการ งานแสดงสินค้า การจัดทัวร์กลุ่มบริษัทให้พนักงาน เป็นต้น







