
คุมหนี้สาธารณะอยู่หมัด ดันลงทุนประเทศฉลุย
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยงการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ให้ขยายตัวได้ในระดับสูง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน การส่งออกขยายตัวได้ต่ำ และภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุน
เกียรติศักดิ์ ผิวเกลี้ยง
การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐ ถือเป็นหัวใจสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมา ให้ขยายตัวได้ในระดับสูง ในขณะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน การส่งออกขยายตัวได้ต่ำ และภาคเอกชนยังไม่ยอมลงทุน
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเศรษฐกิจไทยปัจจุบันจะขยายตัวได้ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2560 จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3-3.5% แต่เมื่อผ่านครึ่งปีแรกพบว่า การส่งออกขยายตัวได้ดีกว่าที่คาดมาก การลงทุนภาคเอกชนเริ่มขยายตัว แต่การลงทุนภาครัฐด้านโครงสร้างพื้นฐานยังมีความจำเป็นกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น รวมถึงการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่จำนวนมากทำให้หลายฝ่ายเริ่มเป็นกังวลการก่อหนี้สาธารณะของประเทศอาจจะมากเกินไป จนมีปัญหาการเงินการคลังตามมากระทบกับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายหลัง กระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมายืนยันว่า แม้ว่าในช่วง 5 ปีนี้รัฐบาลจะเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็จะดูแลควบคุมการก่อหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลัง คือสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีไม่เกิน 60% และภาระการชำระหนี้ต่องบประมาณรายจ่ายไม่เกิน 15% โดยวิธีการหนึ่งรัฐบาลจะสร้างสมดุลการใช้เงินกู้ที่ใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน คือ การให้เอกชนร่วมลงทุนกับรัฐ หรือพีพีพี และการใช้เงินจากกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย หรือไทยแลนด์ ฟิวเจอร์ฟันด์
ทั้งนี้ หากพิจารณาหนี้สาธารณะของไทยปัจจุบันอยู่ที่ 6.34 ล้านล้านบาท หรือ 42.9% ต่อจีดีพี ซึ่งถือว่ายังอยู่ต่ำกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังอีกมาก สำหรับการก่อหนี้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะสูงขึ้นมากขนาดไหน สามารถพิจารณาได้ง่ายๆ ว่า หากกู้เงินมาก แต่เศรษฐกิจยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง สัดส่วนหนี้สาธารณะก็จะไม่เพิ่มขึ้นมาก
ดังนั้น จะเห็นว่าการเริ่มเดินหน้าโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม 1.7 ล้านล้านบาท ในช่วงปี 2558-2565 ซึ่งเริ่มมีการกู้เงินเพื่อใช้ก่อสร้างแต่สัดส่วนหนี้สาธารณะตั้งแต่ปี 2558 ถึงปัจจุบันก็อยู่ระดับใกล้เคียงเดิมไม่ได้สูงขึ้นมาก เพราะเศรษฐกิจการขยายตัวได้เพิ่มขึ้น จากปี 2557 ขยายตัว 0.8% ต่อมาปี 2558 ขยายตัวได้ 2.9% และปี 2559 ขยายตัว 3.9% ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ หากมองในแง่การขยายตัวเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.5-4% และในปี 2561 เป้ารัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้เต็มศักยภาพที่ระดับ 4-5% ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยไม่เพิ่มขึ้นแล้วอาจจะลดลงได้อีก
สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กระทรวงการคลัง ประเมินสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี และภาระการชำระหนี้สาธารณะต่องบประมาณรายจ่าย ในช่วงปี 2560-2564 พบว่าตัวเลขยังอยู่ในกรอบความยั่งยืนการคลัง รวมถึงไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นมากเมื่อเทียบกับปัจจุบัน โดยสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในปี 2560 อยู่ที่ 42.8% ปี 2561 อยู่ที่ 44.1% ปี 2562 อยู่ที่ 45.5% ปี 2563 อยู่ที่ 46.2% และปี 2564 อยู่ที่ 46.6%
ด้านภาระชำระหนี้สาธารณะต่องบประมาณรายจ่ายปี 2560 อยู่ที่ 8.3% ปี 2561 อยู่ที่ 9% ปี 2562 อยู่ที่ 9.4% ปี 2563 อยู่ที่ 9.7% และปี 2564 อยู่ที่ 10%
ทั้งนี้ สมมติฐานการประมาณหนี้สาธารณะของ สบน. คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยจีดีพีในปี 2560 อยู่ที่ 15 ล้านล้านบาท ปี 2561 อยู่ที่ 15.8 ล้านล้านบาท ปี 2562 อยู่ที่ 16.8 ล้านล้านบาท ปี 2563 อยู่ที่ 17.7 ล้านล้านบาท ปี 2564 อยู่ที่ 18.7 ล้านล้านบาท และปี 2565 อยู่ที่ 19.8 ล้านล้านบาท
ขณะที่งบชำระหนี้ในปี 2560 อยู่ที่ 2.43 แสนล้านบาท ปี 2561 อยู่ที่ 2.6 แสนล้านบาท ปี 2562 งบชำระเงินต้น 3% ของงบประมาณรายจ่าย และงบชำระดอกเบี้ยคำนวณจากดอกเบี้ยที่ประมาณ 4% ต่อปีของจำนวนหนี้ทั้งหมด
จากการประเมินของ สบน. ยิ่งเห็นชัดว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะของไทยสามารถบริหารได้ดีกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังอยู่มาก เพราะการกู้เงินจำนวนมากเป็นการไปใช้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่นอกจากกระตุ้นการขยายตัวเศรษฐกิจระยะสั้นแล้ว ยังเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาวอีกด้วย ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ดีซึ่งส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยไม่เพิ่มขึ้น ทั้งที่ สบน.ได้ประเมินการกู้เงินของรัฐบาลจำนวนมาก ทั้งการกู้เงินเพื่อขาดดุลงบประมาณอีกปีละ 4.5-5 แสนล้านบาท ไปจนถึงปีงบประมาณ 2564
นอกจากนี้ ยังประเมินการกู้เงินการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ การลงทุนโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งสามารถเบิกจ่ายเงินกู้ รวมถึงการเริมดำเนินโครงการรถไฟความเร็วสูงไทยจีนวงเงิน 1.79 แสนล้านบาท ทั้งหมดก็ยังไม่ให้สถานะหนี้สาธารณะของไทยมีปัญหากระทบกับเสถียรภาพการเงินการคลัง
อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ออกมายืนยันว่า การกู้เงินเพื่อลงทุนของประเทศไม่มีปัญหา แม้แต่การกู้เงินโครงการรถไฟไทยจีน สามารถกู้เงินได้ทั้งในและนอกประเทศที่มีเงื่อนไขให้ดีที่สุด โดยได้บรรจุไว้ในแผนการบริหารหนี้สาธารณะปีงบประมาณ 2561 ไว้ทั้งโครงการ ตอนนี้ปัญหาไม่ใช่เรื่องการกู้เงิน แต่อยู่ที่จะเริ่มดำเนินโครงการให้รวดเร็วได้อย่างไรมากกว่า
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการขยายตัวเศรษฐกิจจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะไม่เพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าจะมีการกู้เงินมากขึ้น แต่รัฐบาลก็ไม่ประมาท เพราะเรื่องการขยายตัวเศรษฐกิจไทย พึ่งเศรษฐกิจต่างประเทศอยู่มาก หากเศรษฐกิจโลกมีปัญหาก็จะทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบ เหมือนกับตอนเกิดปัญหาเศรษฐกิจจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปี 2551 ทำให้เศรษฐกิจได้รับผลกระทบขยายตัวได้ลดลง หรือปัญหาการเมืองภายในประเทศทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ต่ำเช่นปี 2557 เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 0.8% ซึ่งจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเริ่มขยับขึ้นสูงทันที
รัฐบาลจึงต้องหาตัวช่วยอื่นเข้ามาสร้างสมดุลการก่อหนี้ คือ การลงทุนแบบพีพีพี ซึ่งมีความพยายามผลักดันให้เกิดมากขึ้น โดยในปี 2560 ได้พิจารณาโครงการพีพีพีอีก 6 โครงการ มูลค่า 6 แสนล้านบาท จากปี 2559 ที่ผ่านมาได้อนุมัติไป 5 โครงการ มูลค่า 3.5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีการเดินหน้าตั้งกองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ 1 แสนล้านบาท ที่จะมีการเริ่มระดมทุนก้อนแรก 4.48 หมื่นล้านบาท เพื่อให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) ไปลงทุนในโครงการ 2 โครงการ ซึ่งการดำเนินนี้ถือเป็นมติใหม่ของการระดมเงินลงทุนของประเทศ ที่ไม่เป็นภาระงบประมาณและเงินกู้ของประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น
ทั้งการลงทุนแบบพีพีพีและไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ จึงเป็นเครื่องมือที่ลดภาระเงินกู้ของประเทศได้มาก ขณะเดียวกันทำให้การลงทุนของประเทศมีความคล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น
ดังนั้น สถานะหนี้สาธารณะของประเทศไทยทั้งปัจจุบันและในอนาคต จึงไม่อยู่ในภาวะที่น่าเป็นห่วงว่าจะมีปัญหาหนี้สูง เงินงบประมาณไม่พอชำระหนี้ เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญในการกำกับดูแลบริหารหนี้ทั้งในระยะสั้นและยาว ส่งผลให้การกู้เงินของประเทศเพื่อเร่งการลงทุนกระตุ้นและเพิ่มขีดความสามารถเศรษฐกิจของประเทศทำได้อีกมาก n







