
ลุ้นไอเคโอปลดธงแดง หลังคณะทำงานออกปากชมมาตรฐานการบินของไทย
"อาคม" ย้ำทุกฝ่ายต้องผ่านการตรวจสอบยูแซฟเพื่อปลดธงแดง คณะทำงานไอเคโอชมมาตรฐานการบินของไทยเป็นชั้นแนวหน้าในอาเซียน
"อาคม" ย้ำทุกฝ่ายต้องผ่านการตรวจสอบยูแซฟเพื่อปลดธงแดง คณะทำงานไอเคโอชมมาตรฐานการบินของไทยเป็นชั้นแนวหน้าในอาเซียน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ความพร้อมในการเข้ารับการตรวจสอบแผนรักษาความปลอดภัยการบินพลเรือน หรือ ยูแซฟ (Universal Security Audit Programme – USAP)ในระหว่างวันที่ 11 ก.ค.-21ก.ค.นี้ นั้น ตนได้ย้ำไปกับทุกฝ่ายว่าการทดสอบยูแซฟครั้งนี้ต้องผ่านอย่างเดียวเท่านั้นเพื่อก้าวไปสู่การปลดธงแดงของไทยภายในปีนี้ตามแผนที่ได้ตั้งไว้
เบื้องต้นมั่นใจว่าการทดสอบยูแซฟครั้งนี้จะไม่พบข้อบกพร่องจุดใหญ่หรือข้อผิดพลาดที่มีนัยยะสำคัญเนื่องจากทุกฝ่ายได้เตรียมตัวอย่างดีเพื่อปิดจุดบกพร่องไว้หมดแล้ว เพียงแต่จะพบข้อบกพร่องเล็กๆน้อยๆที่สามารถแก้ไขได้ในระยะสั้นไม่เป็นเรื่องใหญ่อะไร ซึ่งหากพบข้อบกพร่องดังกล่าวก็จะชี้แจงกับยูแซฟว่าประเทศไทยมีแผนแก้ไขอย่างไรและใช้ระยะเวลาเท่าใด
นายอาคมกล่าวต่อว่า หลังจากร่วมหารือกับคณะทำงานของไอเคโอในวันนี้ก่อนเข้าทำการตรวจสอบนั้นซึ่งทางไอเคโอได้ออกปากชื่นชมมาตรฐานการบินของประเทศไทยว่าสามารถทำได้โดดเด่นทั้งด้านความเชี่ยวชาญในการทำงานและมาตรฐานบริการที่นับได้ว่าเป็นชั้นแนวหน้าในอาเซียน ดังนั้นจึงมีความมั่นใจว่าประเทศไทยมีศักยภาพเพียงพอระหว่างการทดสอบและจะกลายมาเป็นศูนย์กลางทางการบินของภูมิภาคได้อย่างแน่นอน โดยเฉพาะการทำงานของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย (บวท.) ซึ่งเป็นที่ประทับใจจากองค์กรสากลอย่างไอเคโอจนยกให้ บวท.เป็นหนึ่งในองค์กรที่มีมาตรฐานโลกและคัดเลือกขึ้นมาเป็นผู้นำในการช่วยเหลือกิจการการบินในประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมแต่งตั้งให้บวท.เป็นประธานคณะทำงานด้านจัดจราจรทางอากาศแห่งภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค นับเป็นครั้งแรกของประเทศและเป็นสัญญาณที่ดีของการบินในประเทศไทย
อย่างไรก็ตามกระทรวงคมนาคมได้เสนอแผนพัฒนาศักยภาพทางการบินของประเทศให้สามารถรองรับผู้โดยสาร 220 ล้านคนภายในปี 2573 เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับไอเคโอ ทั้งแผนการลงทุนพัฒนาท่าอากาศยานหลักอย่างสุวรรณภูมิและดอนเมืองรวมถึงการพัฒนาสนามบินรับพื้นที่การลงทุนอย่างอู่ตะเภาโดยเฉพาะโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบินดังกล่าวทั้งสามแห่ง
นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการองค์การการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.)กล่าวว่า การตรวจสอบของยูแซฟนั้นจะเน้นหนักไปที่ขั้นตอนการปฏิบัติงานจริงว่าสอดคล้องกับเอกสารชี้แจงที่ประเทศไทยส่งไปหรือไม่ เบื้องต้นทางไอเคโอมีคำถามในการตรวจสอบทั้งหมด 463 ข้อ ซึ่งยืนยันว่าทั้งกพท. บวท.และทอท.ทำงานร่วมกันอย่างต่อเนื่องทั้งการซักซ้อมและการพัฒนาพนักงานทุกระดับไปจนถึงปรับโครงสร้างองค์กรทางการบินและออกกฎหมายพรบ.การบินฉบับใหม่ อย่างไรก็ตามที่ประเทศไทยต้องระวังคือข้อบกพร่องร้ายแรงที่มีนัยยะสำคัญด้านความปลอดภัย (SSEC) ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ไม่ผ่านการทดสอบ โดยคณะทำงานด้านตรวจสอบของไอเคโอจะสรุปผลการทดสอบเบื้องต้นในวันที่ 21 ก.ค. จากนั้นจะส่งรายงานข้อบกพร่องร้ายแรงให้ประเทศไทยแก้ไขภายในวันที่ 5 ส.ค. เพื่อบังคับให้ประเทศไทยดำเนินการแก้ไขภายใน 15 วัน หรือภายในวันที่ 21 ส.ค. ก่อนประกาศผลทดสอบอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ไอเคโอได้เตรียมออกโครงการแอคชั่นแพลนเพื่อกำหนดแผนความปลอดภัยการบินของโลกไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะเริ่มเดินสายแนะนำรูปแบบและข้อกำหนดให้แต่ละประเทศนำไปเป็นมาตรฐานในเดือน ก.ย.นี้ แต่หากแก้ไขไม่ได้ และไม่ผ่านการตรวจ จะไม่มีการให้ธงแดง แต่ไอเคโอจะแจ้งผลการตรวจให้ประเทศสมาชิกได้ทราบในทางลับว่าประเทศไทยติดข้อบกพร่องใดบ้าง จะไม่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาจเป็นจุดให้ผู้ก่อการร้ายอาศัยช่องดังกล่าวเข้ามาลงมือก่อเหตุต่างๆ ได้ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าผลการตรวจยูแซฟน่าจะผ่านไปได้ แต่หากโดนเอสเอสอีซี ก็คงมีแบบเล็กๆ น้อยๆ ไม่หนัก ซึ่งเราก็จะไม่ปล่อยให้ยาว ต้องเร่งแก้ไขให้แล้วเสร็จโดยเร็ว







