
Coffee for you, water for all กาแฟเพื่อน้ำ
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่างหลายปีก่อนโน้นตอนที่ เบลค มายคอสกี เริ่มต้นโครงการที่จะขายรองเท้าเพื่อเอาเงินที่เราซื้อรองเท้าทุกคู่ไปบริจาคให้กับอีกคนหนึ่งที่ไม่มีรองเท้าใส่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าปีแรกเขาอยากนำเอาเงินที่ได้จากการขายรองเท้าไปบริจาคให้เด็กๆ ในอาร์เจนตินา เป็นแนวความคิดในการทำธุรกิจที่น่าสนใจมาก และเข้ากับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะทำอะไรเพื่อสังคมบ้างแต่ไม่อยากลำบาก แต่ก็แอบคิดว่าจะไหวไหม เพราะมันไม่ง่ายเลย
เรื่อง เอกศาสตร์ สรรพช่าง
หลายปีก่อนโน้นตอนที่ เบลค มายคอสกี เริ่มต้นโครงการที่จะขายรองเท้าเพื่อเอาเงินที่เราซื้อรองเท้าทุกคู่ไปบริจาคให้กับอีกคนหนึ่งที่ไม่มีรองเท้าใส่ โดยตั้งเป้าหมายไว้ว่าปีแรกเขาอยากนำเอาเงินที่ได้จากการขายรองเท้าไปบริจาคให้เด็กๆ ในอาร์เจนตินา เป็นแนวความคิดในการทำธุรกิจที่น่าสนใจมาก และเข้ากับคนรุ่นใหม่ที่อยากจะทำอะไรเพื่อสังคมบ้างแต่ไม่อยากลำบาก แต่ก็แอบคิดว่าจะไหวไหม เพราะมันไม่ง่ายเลย
ความที่เขาเป็นคนหัวสมัยใหม่และการเข้าถึงสื่อที่ทำได้ดี ชื่อเสียงของรองเท้า ทอมส์ (TOMS) และโครงการของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในหมู่คนดัง ทำให้ปีแรกเขาสามารถขายรองเท้าได้หมื่นคู่ ปัจจุบันนี้บริษัทที่ก่อตั้งในปี 2006 ซึ่งเริ่มจากเงินจำนวน 5 แสนดอลลาร์สหรัฐ สำนักข่าวรอยเตอร์ สบอกว่ามูลค่าในตลาดตอนนี้เพิ่มไปถึง 625 ล้านดอลลาร์แล้วจ้า (มีการขายหุ้นบางส่วนเพื่อเติบโต) และบริจาครองเท้าให้กับคนที่ขาดแคลนรองเท้าไปได้กว่าสิบล้านคู่แล้ว
ถึงแม้จะรวยแล้ว แต่แนวความคิดเรื่อง One for one ที่อยู่ในแบรนด์ ทอมส์ ยังคงเป็นแก่นในการทำธุรกิจ ปัจจุบันทอมส์เริ่มต้นกับผลิตภัณฑ์ใหม่ของแบรนด์ นั่นคือ กาแฟ
ปี 2014 คุณมายคอสกี ก็ประกาศว่า จะผลิตกาแฟจำหน่ายและเปิดร้านกาแฟ โดยยังคงแนวคิดเดิมในการทำงาน ก็คือ กาแฟทุกถุงเพื่อส่งต่อสิ่งดีๆ บางอย่างให้กับคนที่ขาดแคลน ไม่ใช่กาแฟแต่เป็น "น้ำสะอาด" สำหรับทุกคน (Coffee for you, water for all) แนวความคิดเรื่องนี้ก็มาจากเห็นความยากลำบากของคนที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่แห้งแล้ง พวกเขาไม่ได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งน้ำที่พอเพียงสำหรับการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยทุกถุงที่ลูกค้าอย่างเราๆ ท่านๆ ซื้อ คนที่ได้รับจะมีน้ำใช้ 140 ลิตร พอเพียงสำหรับการอุปโภคบริโภคได้ 1 สัปดาห์
ตอนที่ผมไปนิวยอร์กก็มีโอกาสได้ชิมกาแฟของทอมส์ แถมซื้อกลับมากินต่อที่เมืองไทยด้วย (ซื้อในโฮลฟู้ด) ราคาขายของกาแฟไม่ได้แพง ไม่ได้ถูก ราคากลางๆ อยู่ที่ประมาณสิบกว่าดอลลาร์สำหรับ 340 กรัม รสชาติกาแฟถือว่าสอบผ่านนะครับ
กาแฟที่ผมซื้อมาเป็น Carpe Diem เป็นอราบิกาเบลนด์ ระหว่างกาแฟจากรวันดาและกัวเตมาลา เปิดถุงมานี่ก็ได้กลิ่นสมุนไพรลอยนำมาก่อนเลย ผมลองชงอยู่หลายแบบ ทั้งผ่านน้ำและเครื่องเอสเปรสโซ่ ก็พบว่ารสชาติเข้มแบบกาแฟอเมริกันนิยม (คนอเมริกันชอบกินกาแฟที่คั่วมาแบบ Medium Roast ขึ้นไป รสชาติก็จะหนักหน่อย) หอมวอลนัต ถั่ว และช็อกโกแลตด้วย หวานติดลิ้นตอนจบนิดๆ โดยรวมแล้วถือว่าเป็นกาแฟไม่เลวนัก ยิ่งเมื่อมองว่าเราได้ช่วยคนอื่นด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เรารู้สึกดีเวลาดื่ม ผมว่าอนาคตไปได้สวย
ตอนนี้ทอมส์จับมือกับพาร์ตเนอร์สำหรับการกระจายน้ำไปสู่คนที่ขาดแคลน โดยตั้งเป้าไว้ว่าจะเป็นประเทศผู้ผลิตกาแฟให้กับทอมส์ ก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งมีทั้ง รวันดา กัวเตมาลา ฮอนดูรัส มาลาวี เปรู
จริงๆ แล้วทุกถุงที่เราซื้อ เงินมันคงไม่ได้วิ่งออกจากเคาน์เตอร์จ่ายเงินไปหาชาวบ้านทันที การทำงานร่วมกับพาร์ตเนอร์ของทอมส์ จะเป็นไปในลักษณะของการสร้างเงินทุนเพื่อในอนาคตจะจัดตั้งเป็น กองทุนหรือมูลนิธิ แต่ช่วงปีแรกก็ใช้วิธีการเหมือนการจำหน่ายรองเท้า ก็คือ กะรายได้คร่าวๆ จากการขายกาแฟ (รวมถึงเงินที่ได้จากผู้บริจาคด้วยอีกส่วนหนึ่ง) เงินที่ได้จะเอามาสนับสนุนพาร์ตเนอร์ที่ร่วมงานกับทอมส์ ในการส่งน้ำไปยังกลุ่มเป้าหมาย
และหากตั้งเป็นมูลนิธิหรือกองทุนสำเร็จ ในวันข้างหน้าแม้ว่าร้านกาแฟอาจหยุดขาย เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งก็ยังคงเป็นต้นทุนที่หล่อเลี้ยงคนจำนวนหนึ่งจากกว่า 700 ล้านคนทั่วโลก ที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ซึ่งเราสามารถตามอ่านเรื่องราวการทำงานของทอมส์ได้จากเว็บไซต์ของเขานะครับ ว่าแขาไปช่วยคนจริงๆ ไหม แล้วมีใครเป็นผู้สนับสนุนบ้าง นอกจากลูกค้าผู้หลงรักกาแฟอย่างเราๆ ท่านๆ
ตอนนี้ผ่านมา 3-4 ปี มีร้านกาแฟทอมส์ ขยายสาขาออกไปตามหัวเมืองใหญ่ของอเมริกา ทั้งนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย พอร์ตแลนด์ อิลลินอยส์ มินนิโซตา ออริกอน และเทกซัส เสียดายคราวที่ผมไปไม่มีโอกาสไปสังเกตการณ์ เพราะเจอพายุหิมะเข้า แต่ได้ซื้อมาชงเองก็ไม่เลวนัก
อ้อ...โปรดระวังอย่าสับสนระหว่าง TOMS coffee นี่ คนละแบรนด์กับ TOM N TOM coffee นะจ๊ะ อันนั้นของเกาหลีใต้เขา







