
‘กรุงไทย-แอกซ่า’ หนุนมูลค่าธุรกิจขึ้นที่3
โดย วารุณี อินวันนา "แม้ว่าธุรกิจของเราจะเพิ่งเปิดมา 20 ปี แต่ด้วยการสนับสนุนจาก 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารกรุงไทยและแอกซ่า กรุ๊ป และการเติบโตของฝ่ายจัดจำหน่ายทั้งตัวแทน ธนาคาร รวมถึงการทำให้มูลค่าธุรกิจของเราขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ในไทย และบริษัทยังคงพัฒนาฝ่ายจัดจำหน่ายให้บริการลูกค้าให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น" เดวิด โครูนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าว
โดย วารุณี อินวันนา
"แม้ว่าธุรกิจของเราจะเพิ่งเปิดมา 20 ปี แต่ด้วยการสนับสนุนจาก 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่ ธนาคารกรุงไทยและแอกซ่า กรุ๊ป และการเติบโตของฝ่ายจัดจำหน่ายทั้งตัวแทน ธนาคาร รวมถึงการทำให้มูลค่าธุรกิจของเราขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ในไทย และบริษัทยังคงพัฒนาฝ่ายจัดจำหน่ายให้บริการลูกค้าให้ใช้ชีวิตได้ดีขึ้น" เดวิด โครูนิช ประธานกรรมการบริหาร บริษัทกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าว
ทั้งนี้ บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ถือเป็นบริษัทที่สามารถพัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย 2 สายงานหลักๆ ให้เติบโตควบคู่กันมาอย่างสมดุล ทำให้ยอดขายจาก 2 ช่องทางอยู่ในระดับที่ไม่แตกต่างกันมากเมื่อเทียบกับบริษัทที่อยู่ในเครือ ธนาคารพาณิชย์รายอื่นๆ โดยปี 2559 จากเบี้ยรับรวม 5.57 หมื่นล้านบาท มาจากช่องทางตัวแทน 2.28 หมื่นล้านบาท และจากช่องทางธนาคาร 3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงด้านการกระจุกตัวของสินค้า ก็ทำได้ดีเมื่อดูจากสัดส่วนของเบี้ยประกันประเภทตลอดชีพในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 34% ของเบี้ยรับรวม และเบี้ยสะสมทรัพย์อยู่ที่ 48% เบี้ยประกันกลุ่มอยุ่ที่ 7% ของพอร์ต
ขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 1,274 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.38% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน และการเติบโตของธุรกิจในรอบ 5 เดือนแรกของปีนี้เบี้ยรับรวมยังเติบโต ส่วนเบี้ยปีแรกหรือมูลค่าธุรกิจใหม่ติดลบแต่น้อยกว่าบริษัทในเครือธนาคารแห่งอื่นๆ อย่างไรก็ตาม มูลค่าธุรกิจใหม่ของบริษัทนี้ได้ขึ้นมาอยู่อันดับ 3 ของตลาดจากเดิมอันดับ 4
ปรมาศิริ มโนลม้าย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายขาย บริษัท กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต กล่าวว่า การที่มูลค่าธุรกิจของบริษัทเติบโตขึ้นมาอยู่ในอันดับ 3 ของอุตสาหกรรม เพราะ 2 ผู้ถือหุ้นใหญ่มีการจับมือกันอย่างเหนียวแน่น จะเห็นว่าบริษัทไม่เคยเปลี่ยนผู้ถือหุ้นเลย ในขณะที่ผู้บริหารของบริษัทมีการวางโครงสร้างการจัดจำหน่ายที่มีประสิทธิภาพทัั้งตัวแทน และสาขาธนาคารกรุงไทยที่กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ การขายผ่านลูกค้าองค์กรซึ่งเป็นประกันกลุ่มได้รับการยอมรับในอันดับต้นๆ เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ สินค้าและบริการของบริษัทมีการพัฒนาให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าในแต่ละกลุ่ม ในทุกระยะ ครอบคลุมโรคร้ายแรง สุขภาพ ซึ่งช่วงที่ผ่านมาของปี 2560 นี้ กรมธรรม์ไอโพรเทค5 ซึ่งชำระเบี้ย 5 ปี คุ้มครอง 85 ปี มียอดขายดีมาก สัดส่วน 30% ของเบี้ยปีแรก เพราะจ่ายเบี้ยสั้น แต่เงินออมเติบโตมากพอในการที่จะส่งมอบเป็นมรดก ทำให้ได้รับความนิยมสูงมากในปีนี้
ขณะที่ ประกันสุขภาพไอเฮลท์ตี้ ได้รับความนิยมสูงเช่นเดียวกัน โดยมีสัดส่วนเบี้ย 13% ของเบี้ยใหม่ในช่วงที่ผ่านมาของปี 2560 ได้ทำการปรับปรุงใหม่ ด้วยการตัดส่วนของการชดเชยรายวันออกจากความคุ้มครองหลัก ทำให้เบี้ยสุขภาพมีราคาลดลง 10% เพราะลูกค้าองค์กรที่เป็นพนักงานประจำเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล รายได้ยังคงเท่าเดิม ไม่ต้องการค่าชดเชยรายวัน จึงทำการปรับปรุงให้เหมาะสม หากลูกค้าที่ต้องการความคุ้มครองดังกล่าวสามารถซื้อเพิ่มได้ โดยความคุ้มครองยังเป็นแบบเหมาจ่ายสูงสุด 3-100 ล้านบาท
"รวมถึงกรมธรรม์ใหม่ๆ อย่าง ประกันชีวิตควบการลงทุน หรือยูนิตลิงค์ ซึ่งเปิดขายแบบชำระเบี้ยครั้งเดียวไปแล้ว ขณะนี้กำลังจะออกแบบชำระเบี้ยรายปีต่อเนื่องออกมาเพิ่ม โดยอาศัยข้อมูลสนับสนุนจากกลุ่มแอกซ่า ทำให้ประหยัดเวลาในการออกแบบสินค้าใหม่ๆ" ปรมาศิริ กล่าว
ปรมาศิริ กล่าวว่า บริษัทยังพัฒนารูปแบบการให้บริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจุบันได้นำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการสร้างนวัตกรรมด้านบริการ ในส่วนของระบบการปฏิบัติงานภายใน การทำงานของตัวแทนที่นำเสนอการขายผ่านแท็บเล็ต ล่าสุดได้ให้บริการใบเสร็จรับเงินชั่วคราวอิเล็กทรอนิกส์ ที่จะมีการส่งข้อความไปถึงลูกค้าผ่านโทรศัพท์หรือทำให้บริษัทตรวจสอบได้ง่าย
นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรทั้งพนักงานที่ประจำสำนักงานและตัวแทน โดยมีการหมุนเวียนอัตรากำลังคนไปในสายงานต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสในการได้เรียนรู้งาน ในขณะที่ตัวแทนมีหลักสูตรการอบรมตามงานที่รับผิดชอบและส่งเสริมให้เติบโตในสายงาน เช่น ตัวแทนที่เข้ามาใหม่จะได้รับการอบรมความรู้เรื่องธุรกิจประกันชีวิต สินค้า และบริการ ต่อมาจะให้ความรู้เรื่องการสร้างทีมงานและขยายงาน ทำให้ปัจจุบันมีผู้จัดการหน่วยเพิ่มเป็น 1,700 คน จำนวนตัวแทน 1.3 หมื่นคน มีสำนักงานตัวแทน 102 แห่งทั่วประเทศ จาก 10 ปีก่อน ซึ่งมีผู้จัดการหน่วย 100 คน และตัวแทน 3,000 คน
ทั้งนี้ บริษัทได้เปิดสถาบันฝึกอบรมและพัฒนาฝ่ายจำหน่ายส่วนภูมิภาคแล้ว 6 แห่ง นอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นการเปิดตามจุดยุทธศาสตร์การเติบโตของตัวแทนและลูกค้าที่มาจากตัวแทนและธนาคาร เพื่อให้สามารถบริการได้อย่างทั่วถึงในอนาคต โดยล่าสุดได้เปิดที่ จ.ชลบุรี ที่มีศักยภาพเติบโตในอนาคต จากโครงการระเบียบเศรษฐกิจภาคตะวันออก และประชาชนในภาคนี้ยังมีรายได้สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพมหานคร การซื้อประกันชีวิตจะมีเบี้ยต่อกรมธรรม์สูงเป็นอันดับ 2 รองจากกรุงเทพฯ เช่นเดียวกัน มีโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งมาเปิดที่นี้ ทำให้ประกันสุขภาพขายดีมาก
"เรื่องสำนักงานตัวแทนที่มีปัญหาการขายประกันชีวิตไม่ถูกต้องที่ จ.ระยอง นั้น ทางบริษัทได้ร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) อย่างใกล้ชิด โดยได้ปิดสำนักงานตัวแทนดังกล่าวไปแล้ว และมีการชดเชยให้กับลูกค้าที่มีการซื้อประกันชีวิตแล้วบางส่วน อีกบางส่วนอยู่ระหว่างกระบวนการสืบสวนและแก้ไขต่อไป" ปรมาศิริ กล่าว







