
เคล็ดลับสร้างความมั่นคง ทางการเงิน
เรื่อง ราตรีแต่งอยากมีเงินก็ต้องรู้จักเก็บออม ซึ่งการเก็บออมให้เป็นนิสัยในแต่ละเดือน ก็ควรออมเงินให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 25% ของรายได้ต่อเดือน หลักการง่ายๆ ของคนมีเงินเก็บที่ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมากเลย แค่มีความตั้งใจจริงในการออมเงินเท่านั้น ใครเก็บเงินไม่เคยสำเร็จสักที ก็ลองเริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากประจำทิ้งไว้ หรือตั้งกฎการเก็บเงินให้ตัวเอง อย่างเช่นวิธียอดฮิต ไม่ใช้แบงก์ 50 บาท หรือเก็บแต่เหรียญ 10 บาทเอาไว้หยอดกระปุก
เรื่อง ราตรีแต่ง
อยากมีเงินก็ต้องรู้จักเก็บออม ซึ่งการเก็บออมให้เป็นนิสัยในแต่ละเดือน ก็ควรออมเงินให้ได้อย่างน้อย 1 ใน 4 หรือ 25% ของรายได้ต่อเดือน หลักการง่ายๆ ของคนมีเงินเก็บที่ไม่ต้องใช้เทคนิคอะไรมากเลย แค่มีความตั้งใจจริงในการออมเงินเท่านั้น ใครเก็บเงินไม่เคยสำเร็จสักที ก็ลองเริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีเงินฝากประจำทิ้งไว้ หรือตั้งกฎการเก็บเงินให้ตัวเอง อย่างเช่นวิธียอดฮิต ไม่ใช้แบงก์ 50 บาท หรือเก็บแต่เหรียญ 10 บาทเอาไว้หยอดกระปุก
เชื่อไหมว่าวิธีบ้านๆ ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็มีเงินเก็บส่วนหนึ่งได้แล้ว แถมยังเป็นแรงบันดาลใจให้รู้สึกฮึดที่จะเก็บออมเงินมากขึ้นอีกด้วย แต่สำหรับการก้าวสู่ความมั่นคงทางการเงินได้ดียิ่งขึ้น ก็ควรมีหลักการเก็บออมไว้เป็นเคล็ดลับสร้างความเป็นปึกแผ่น เริ่มตั้งแต่ข้อแรก
ประเมินฐานะทางการเงิน
ตั้งหลักด้วยการรวบรวมทรัพย์สินทั้งหมด และหักลบหนี้สินออกให้หมด จำนวนเงินที่เหลือนั้นเรียกว่า "ความมั่นคงสุทธิ" เป็นสิ่งที่สะท้อนสภาพการเงินของคุณอย่างแท้จริง
ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน
การเก็บเงินต้องมีการตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนและมีระบบ ว่าในอนาคตคุณอยากมีทรัพย์สินอะไรบ้าง โดยแบ่งเป็นเป้าหมายระยะสั้น และเป้าหมายระยะยาว ซึ่งต้องแบ่งเป้าหมายเป็นระยะๆ ให้สอดคล้องกับความสามารถทางการเงินของเราอย่างไม่ฝันเฟื่องเกินไปด้วย
การออมต้องมีแผน
เมื่อตั้งเป้าหมายเอาไว้แล้ว ก็ต้องมีแผน เพื่อไปสู่เป้าหมาย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือระยะเวลา กับความสามารถทางการเงินของคุณ ต้องมีความสอดคล้องกัน ทั้งนี้การวางแผนระยะยาวจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวางแผนเผื่อภาวะเงินเฟ้อ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคตด้วย
ทำตามแผนอย่างเคร่งครัด
ควรวางแผนการใช้จ่ายให้เหมาะสมกับรายได้ที่เข้ามา โดยพิจารณาจากค่าใช้จ่ายที่จำเป็นมีอะไรบ้าง แล้วกันรายได้ส่วนหนึ่งไว้สำหรับเงินออม และค่าใช้จ่ายที่จำเป็น หากพบว่ารายได้ที่เข้ามาไม่เพียงพอ ก็ควรหาทางออกโดยการลดค่าใช้จ่าย หรือเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นๆ
ควรเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอน
ควรมีเงินออมเผื่อไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน ครอบคลุมค่าใช้จ่ายจำเป็นอย่างน้อย 6 เดือน ตรวจสอบสวัสดิการและประกันสุขภาพที่มีอยู่ ว่าครอบคลุมแค่ไหน หากไม่เพียงพอก็ควรทำประกันสุขภาพเพิ่มเติม ก่อนตัดสินใจกู้ยืมเงินทุกครั้งควรคำนึงถึงรายได้ที่จะเข้ามาเพื่อเพิ่มความสามารถในการชำระหนี้ได้หมด อาจจะหาแหล่งรายได้เสริม หรือนำสินทรัพย์ที่มีไปลงทุนให้งอกเงยขึ้นก็ได้
เมื่อรู้ว่าในอนาคตต้องการใช้เงินจำนวนมาก ควรเริ่มวางแผนเก็บเงินเตรียมไว้แต่เนิ่นๆ บริหารเงินออมให้งอกเงย เช่น การฝากธนาคาร ซื้อพันธบัตร ซื้อประกันสะสมทรัพย์ ซื้อกองทุนรวม ฯลฯ ทั้งนี้ ควรศึกษาและทำความเข้าใจรูปแบบการออม ความเสี่ยง รวมถึงต้องติดตามข่าวภาวะเศรษฐกิจที่อาจส่งผล กระทบ อย่างเช่น ภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยเพื่อประกอบการตัดสินใจด้วย
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน
ถ้าไม่รู้จะเริ่มวางแผนการเงินในอนาคตอย่างไรให้มีเหลือใช้ในวัยเกษียณ ลองปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ ผู้เชี่ยวชาญคือผู้ช่วยให้คำแนะนำในเรื่องการแบ่งสันปันส่วนเงินของตัวเองให้เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์ของเรา การติดต่อเพื่อพูดคุยถึงแผนการเงินกันเป็นประจำยังช่วยให้เราอัพเดทสถานการณ์ทางการเงินได้ถูกทิศทางมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะคนที่ลงทุนทางการเงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
เข้าร่วมนโยบายออมเงินหลังเกษียณ
หากว่าบริษัทที่เราทำงานมายาวนาน มีนโยบายออมเงินหลังเกษียณ ก็อย่าลังเลที่จะเข้าร่วมเพราะอย่างน้อยยอมใช้จ่ายอย่างประหยัดในตอนนี้ เพื่อกันเงินเอาไว้เก็บออม ก็ช่วยให้เราก้าวเข้าสู่วัยเกษียณอย่างสบายใจมากขึ้น
การก่อหนี้ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว
หากมีการบริหารจัดการที่ดี และเลือกก่อหนี้ที่เป็นประโยชน์ในอนาคต เช่น การกู้ซื้อบ้าน หรือกู้เพื่อประกอบอาชีพ อย่างไรก็ตาม คุณควรประเมินความสามารถในการชำระคืนก่อน โดยภาระการชำระคืนเงินต้น และดอกเบี้ยของหนี้ทุกประเภทในแต่ละเดือนรวมกัน ไม่ควรเกิน 1 ใน 3 ของรายได้ต่อเดือน แต่หากมีหนี้สินเกินตัว ก็ต้องพยายามปลดหนี้ด้วยการประหยัด ค่อยๆ ผ่อนชำระ โดยเฉพาะหนี้นอกระบบ และหนี้ดอกเบี้ยสูง ที่สำคัญไม่ควรก่อหนี้เพิ่ม หากไม่สามารถชำระคืนได้ ก็ควรเจรจากับทาง เจ้าหนี้เพื่อหาทางออกร่วมกัน n







