posttoday
ปลุกผีทีพีพี

ปลุกผีทีพีพี

04 กรกฎาคม 2560

อรุณ จิรชวาลา คิดว่าตายสนิทไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีคนเสียดาย จึงยังดิ้นรนเพื่อต่อลมหายใจ นั่นก็คือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ผลักดัน แต่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อต้าน

อรุณ จิรชวาลา

คิดว่าตายสนิทไปแล้ว แต่ดูเหมือนจะมีคนเสียดาย จึงยังดิ้นรนเพื่อต่อลมหายใจ นั่นก็คือเรื่องความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ เอเชียแปซิฟิก หรือทีพีพี ที่อดีตประธานาธิบดีสหรัฐ บารัก โอบามา ผลักดัน แต่ประธานาธิบดีคนปัจจุบันคือ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่อต้าน

หลังจากสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีเพียงไม่กี่วัน คือในวันที่ 23 ม.ค. 2560 ทรัมป์ก็ลงนามถอนตัวสหรัฐออกจากทีพีพี

ก่อนอื่นต้องขอเล่าให้ฟังว่า ทีพีพีเป็นข้อตกลงที่ประเทศสมาชิกทั้ง 12 ประเทศต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองถึง 7 ปี คือ เริ่มต้นในปี 2551 มาเสร็จใน ปี 2558 และลงนามกันในเดือน ก.พ. 2559 เอกสารข้อตกลง มีความยาว 5,600 หน้า หลายคนบอกว่าเป็น ข้อตกลงทางการค้าที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ แต่ทรัมป์วิจารณ์แบบ ไม่เกรงใจว่า ยาวเกินไป ซับซ้อนเกินไป และไม่มีใครอ่าน

ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ คู่ชิงของทรัมป์ คือฮิลลารี คลิน ตัน ก็ไม่สนับสนุนทีพีพี แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ก็ยังอุ่นใจว่า อย่างมากสหรัฐภายใต้การนำของเธอก็คงขอต่อรองเงื่อนไขบางประการเพิ่มเติม ก่อนที่เธอจะพลิกกลับมาให้การสนับสนุน แต่พอทรัมป์เป็นฝ่ายชนะเลือกตั้ง ทีพีพีก็ดูเหมือนจะหมดอนาคตลงอย่างสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ ถึงแม้การลงนาม ถอนตัวของทรัมป์จะเกิดขึ้นเร็วมาก แต่ก็ไม่ถึงกับเหนือความคาดหมาย หลายประเทศออกมาตอบโต้ทันควันว่าจะพยายามเข็ญทีพีพีต่อไปจนประสบผลสำเร็จโดยไม่มีสหรัฐ ส่วนญี่ปุ่นเป็นประเทศหนึ่งในขณะนั้นที่ยอมรับว่า ทีพีพีคงเกิดยาก และคงไม่ใคร่มีความหมายหากไร้สหรัฐ

หลังจากนั้นก็มีข่าวทีพีพีออกมาเป็นครั้งคราวแต่ไม่มีความคืบหน้า ในทางปฏิบัติข่าวส่วนใหญ่ออกมาจากญี่ปุ่น ที่เหลือจากเวียดนาม

ในช่วงปลายเดือน ก.พ. ต่อเนื่องกับต้นเดือน มี.ค. 2560 สมเด็จพระจักรพรรดิและจักรพรรดินีแห่งญี่ปุ่นเสด็จเยือนเวียดนามเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ก่อนจะเสด็จเยือนไทยเพื่อแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9

3 เดือนต่อมา นายกรัฐมนตรีเวียดนามเป็นฝ่ายไปเยือนญี่ปุ่นบ้าง ในแถลงการณ์ร่วมหลังการหารือกับนายกรัฐมนตรีชินโสะ อาเบะ นอกจากจะมีการประกาศความร่วมมือในด้านอื่นๆ หลายด้าน ยังมีการแถลงจุดยืนร่วมที่จะช่วยกันเข็นทีพีพีให้เดินไปข้างหน้า โดยญี่ปุ่นแสดงความพร้อมที่จะทำหน้าที่เป็นแกนนำแทนสหรัฐ

ล่าสุด เมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็มีข่าวเกี่ยวกับทีพีพีออกมาจากญี่ปุ่นอีก แสดงความมุ่งมั่นว่าญี่ปุ่นจะผลักดัน ทีพีพีจนสำเร็จ พร้อมกับบอกว่าสหรัฐอาจเป็นฝ่ายเสียใจในภายหลังที่ด่วนถอนตัว ทำให้ขาดประโยชน์ที่พึงได้รับ

ผมมีประเด็นที่อยากพูดถึงเกี่ยวกับทีพีพีหลายประการ ดังนี้

หนึ่ง สหรัฐเป็นประเทศเดียวในโลกที่โดยธรรมชาติจะต้องขาดดุล งบประมาณและดุลการค้า เพื่อสนองความต้องการถือเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นทุนสำรองของประเทศอื่น ในอดีตสหรัฐจัดสรรปริมาณการขาดดุลการค้าให้กับประเทศอื่นด้วยระบบการจัดอันดับประเทศที่ได้รับความเอื้อเฟื้อพิเศษ หรือเอ็มเอฟเอ็น มีหลายประเทศ รวมทั้งจีน ที่ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ ยกระดับการพัฒนาของตัวเองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แต่ที่ต่างจากประเทศอื่นคือ จีนไม่ยอมอ่อนข้อให้สหรัฐบนเวทีโลก รวมทั้งแสดงความมุ่งมั่นที่จะแซงหน้าสหรัฐทางเศรษฐกิจ

โอบามาผลักดันทีพีพีด้วยจุด มุ่งหมายที่จะสยบจีน แต่เสียเวลากับการเจรจามากจนจีนมีเวลาสะสมการเกินดุลและทุนสำรองมากขึ้นเป็นลำดับ ทรัมป์ไม่มีความอดทนเท่าโอบามา และเชื่อว่าน่าจะมีวิธีจัดการกับจีนที่ดีกว่า นั่นก็คือการประกาศว่าจีนจงใจบิดเบือนค่าเงินเพื่อเอาเปรียบทางการค้า แล้วตั้งกำแพงภาษีสินค้าจีน

หลังจากสหรัฐประกาศหันหลังให้ ทีพีพี ประเทศสมาชิกอื่นๆ ก็เหมือนถูกลอยแพ ตราบใดที่ทรัมป์ยังอยู่ในตำแหน่ง โอกาสที่ทีพีพีจะเกิดจะมีน้อยมาก หรือถึงเกิดรูปแบบก็จะเปลี่ยนไป และอาจไม่หลงเหลือผลกระทบที่จะ มีต่อเศรษฐกิจโลก

สอง เกมปลุกผีทีพีพีที่เราได้ยินได้ฟังเป็นระยะๆ เป็นเกมรอให้สหรัฐ กลับมาร่วมสังฆกรรมด้วย คงไม่ใช่เป็นการรอให้ทรัมป์เปลี่ยนใจ แต่น่าจะเป็นการรอให้ทรัมป์หมดอำนาจมากกว่า อาจจะโดยการแพ้การเลือกตั้งครั้งต่อไป หรือถูกสภาลงมติถอดถอนก่อนครบวาระ เมื่อวันนั้นมาถึงทีพีพีควรจะยังมีชีวิตอยู่ ไม่ใช่หมดลมแล้ว

สาม ข้ออ้างหนึ่งในการยื้ออายุ ทีพีพีคือ น่าจะมีประสิทธิภาพสูงกว่า ข้อตกลงทางการค้าแบบทวิภาคี ในขณะเดียวกันก็เจรจาง่ายกว่าข้อ ตกลงแบบพหุภาคีกลุ่มใหญ่ เห็นได้จากความล้มเหลวขององค์การ การค้าโลกที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าในหมู่ประเทศสมาชิก

ในความเป็นจริง ไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่าควรจะเกาะกลุ่มกันกี่ประเทศจึงจะเหมาะสม

สี่ สาเหตุที่ญี่ปุ่นกลายเป็นแกนนำมีเวียดนามเป็นลูกคู่ในการปลุกผีทีพีพี เป็นเพราะแต่เดิมในหมู่สมาชิก 12 ประเทศ สหรัฐมีแรงจูงใจในการสกัดการแผ่อิทธิพลของจีนมากที่สุด แต่เนื่องจากทรัมป์มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่าจึงหันหลังให้ทีพีพี ที่เหลืออีก 11 ประเทศ ส่วนใหญ่เข้ามาร่วมเพราะอยากได้สิทธิพิเศษในการส่งออกไปสหรัฐ มีเพียงญี่ปุ่นกับเวียดนามที่มีประวัติศาสตร์ความขัดแย้งกับจีนมายาวนาน

ญี่ปุ่นถือเป็นคู่แข่งโดยตรงของจีน มีระดับการพัฒนาที่สูงกว่ามาก แต่ขนาดของประเทศและขนาดของเศรษฐกิจเล็กกว่า สมัยสงครามเคยสร้างรอยแค้นให้กับจีนไว้ ส่วนเวียดนามเป็นเพียงคู่แข่งในทางอ้อม โดยนอกจากจะหวังประโยชน์จากการส่งออกไปสหรัฐแล้ว ยังได้อานิสงส์จากเงินลงทุนต่างประเทศที่แต่เดิมจะไปจีนกับประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ของเวียดนามรวมทั้งไทย เมื่อมีทีพีพีก็หลั่งไหลมาเวียดนามแทน

ห้า จีนพยายามดิ้นรนต่อสู้กับทีพีพี หรือมาตรการอื่นๆ ของทรัมป์ที่ อาจจะมาแทนที่ ด้วยการผลักดันนโยบายที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศของ ตัวเอง เช่นการก่อตั้งเอไอไอบี นโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เขตการค้าเสรีของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และข้อตกลง พันธมิตรทางการค้าระดับภูมิภาค หรืออาร์เซ็ป เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม จีนเสียเปรียบสหรัฐที่มีความสามารถในการขาดดุลการค้ามากกว่า ความสำเร็จของจีนจึงขึ้นอยู่กับปริมาณเงินที่จีน พร้อมจะทุ่มเทให้กับการพัฒนาแต่ละโครงการ ซึ่งหลายด้านก็ประสบความสำเร็จแล้วในระดับหนึ่ง เช่นการดำเนินงานของเอไอไอบีและการขยายเครือข่ายรถไฟความเร็วสูง

ข้อสุดท้าย สำหรับผลกระทบที่จะเกิดกับไทย ไม่ว่าจะมีทีพีพีหรือไม่ ผมเชื่อว่าจะมีน้อยมาก เพราะเศรษฐกิจของเราหลุดจากกระแสเศรษฐกิจและการลงทุนโลกมานานแล้ว เรายังอยู่กับนโยบายและแนวทางในการส่งเสริมการลงทุนแบบเดิมๆ โดยที่หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่รู้ตัว และไม่ปรับตัว n

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน