
รุมสวดธปท.เมินช่วยส่งออก
เอกชนรุมสวดธปท.เมินหามาตรการรับค่าเงินบาทแข็งหวั่นส่งออกกระทบยาวอย่าห่วงแต่นักเล่นหุ้น
เอกชนรุมสวดธปท.เมินหามาตรการรับค่าเงินบาทแข็งหวั่นส่งออกกระทบยาวอย่าห่วงแต่นักเล่นหุ้น
นายดุสิต นนทะนาคร ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยในการเสวนาเรื่อง “ส่งออกอย่างไร ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า” ว่า ภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าในขณะนี้เป็นเหตุการณ์ผิดปกติ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ควรจะเข้ามาดูแลอย่างจริงจังไม่ใช่ออกมาบอกว่าค่าเงินที่แข็งค่าเหมือนกันทุกประเทศในภูมิภาค ในขณะที่ผู้ประกอบการต้องรู้จักปรับตัวเพราะจะกระทบกับการส่งออกของไทยมากขึ้น
ปัจจุบันกำหนดกลุ่มผู้ส่งออกไว้ 3 ประเภท คือ 1.ผู้ประกอบการรายใหญ่ ซึ่งจะปรับตัวได้เร็วที่สุดมีการซื้อประกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนไว้ล่วงหน้า ขณะเดียวกันยังใช้โอกาสในการนำเข้าวัตถุดิบในราคาถูกได้ โดยกลุ่มนี้จะได้รับผลกระทบน้อย 2. ผู้ส่งออกระดับกลาง ที่มีการนำเข้าสินค้าบางส่วน แต่มีการส่งออกมาก กว่าปกติ ต้องมีการบริหารจัดการที่ดีทั้งเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนและวัตถุดิบในการผลิต และ 3. ผู้ประกอบการรายเล็ก เป็นกลุ่มที่น่าเห็นใจมากที่สุด เพราะต้องพึ่งพาวัตถุดิบในประเทศเป็นหลัก ในหมวดสินค้าเกษตร และมีต้นทุนแรงงาน ในขณะที่ขายสินค้าได้ราคาถูกลง
ทั้งนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่ามาก ธปท.ต้องพิจารณาว่าเงินที่ไหลเข้ามาในประเทศเป็นกลุ่มทุนประเภทใด เป็นเงินที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นหรือไม่ ซึ่งไม่ควรปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
“ธปท.ควรจะมีความชัดเจนในการบริหารค่าเงินบาทมากกว่านี้ ดูอย่างญี่ปุ่นออกมาประกาศจะดูแลค่าเงินเยนอย่างจริงจัง ทำให้เอกชนเกิดความเชื่อมั่นทันที แต่ของไทย ไม่ใช่มาบอกว่า ค่าเงินแข็งค่ามีทั้งคนเดือดร้อนและได้ประโยชน์ หรือไม่มีผลกระทบอะไร พูดออกมาแบบนี้ได้อย่างไร เอกชนตายแล้วตายอีก ถ้าพวกผมมีหน้าที่ดูแลนโยบายการเงินก็จะทำในสิ่งที่กล้าตัดสินใจกว่านี้”นายดุสิต กล่าว
นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ยอมรับรู้สึกผิดหวังกับการดำเนินนโยบายเรื่องค่าเงินบาท โดยเฉพาะผลการประชุมระหว่างธปท.กับหน่วยงานรัฐที่ออมาสรุปว่าเงินบาทแข็งค่าไม่มีผลกระทบ เพราะจากสถิติค่าเงินบาทตั้งแต่ 9 ม.ค.-18ก.ย. ค่าเงินบาทแข็งค่าไปแล้ว 7.8% ค่าเงินบาทลดลงไป 2.50 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งเฉพาะเดือนส.ค.-ก.ย. ค่าเงินบาทแข็งค่าถึง 1.10 บาท/เหรียญสหรัฐ หรือ คิดเป็น 3.57 % และไทยถือเป็นประเทศที่มีค่าเงินแข็งค่าอันดับ1ไปแล้ว
ผลกระทบที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทำให้ผู้ส่งออกสินค้าเกษตรได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะมูลค่าสินค้าหายไป รองลงมาเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยค่าเงินบาทที่แข็งค่า 1 บาท มูลค่าส่งออกจะหายไป 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ผู้ส่งออกเริ่มชะลอการรับออเดอร์สินค้า ในระยะยาว และให้สั่งสินค้าแบบเดือนต่อเดือน หรือ แค่ 3 เดือนเท่านั้น เพราะไม่มั่นใจค่าเงินบาทจะแข็งค่ากว่านี้อีกหรือไม่ โดยเฉพาะกลุ่มสิ่งทอ ยาง และไม้แปรรูป
อย่างไรก็ตามอยากให้ภาครัฐ เข้าใจถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับการส่งออก เพราะไม่ใช่แค่ผู้ประกอบการอย่างเดียว แต่ยังมีกลุ่มเกษตรกร และแรงงาน ที่จะได้รับผลกระทบตามไปด้วย แม้ธปท.จะอ้างว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการส่งออกอย่างเดียว แต่รวมไปถึงการบริโภคภายในประเทศด้วย นั้น ในทางปฏิบัติ คงไม่สามารถทดแทนได้ ทั้งหมด เพราะการใช้จ่ายในประเทศยังไม่ขยายตัวได้มาก ขณะนี้ต้องการให้ธปท.ดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ และทำให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ด้วย
นายผณิศวร ชำนาญเวช นายกสมาคมาอาหารแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกกุ้งแช่แข็งได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า เช่นกัน โดยขณะนี้รับออเดอร์สินค้าแค่ 1 เดือน จากเดิมที่เคยรับออเดอร์ระยะยาว 10 เดือน ซึ่งผมไม่เข้าใจว่าทำไมธปท.ไม่ออกมาตรการมาดูแลค่าเงินบาทบ้าง หรือเห็นว่าการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าทำให้ภาวะตลาดหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น คนที่ได้ประโยชน์คือคนที่ซื้อรถหรู เป็นสิ่งที่รัฐบาลอยากเห็น โดยไม่สนใจภาคส่งออกที่มีแค่คนซื้อมอเตอร์ไซค์หรือคนรายได้ระดับปานกลางถึงล่างเกี่ยวข้องเท่านั้น
นายจิวบูลย์ วิทย์สิงห์ เลขาธิการสมาพันธ์ผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ไทย กล่าวว่า การส่งออกกลุ่มสินค้าไลฟ์สไตล์ ปีที่ผ่านมามีมูลค่า 2,900 ล้านเหรียญสหรัฐ มีการขยายตัวต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสินค้าประเภท เฟอร์นิเจอร์ ของชำร่วย ตกแต่งบ้าน ครัวเรือนฯ หากค่าเงินบาทแข็งค่าแบบนี้ มูลค่าส่งออกคงลดลงแน่นอน และอาจมีการขอคืนออเดอร์ด้วย แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ สินค้าเหล่านี้เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้รับการช่วยเหลือจากภาครัฐเท่าที่ควร มีแต่พูดว่าจะช่วย แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ปัญหาที่เกิดขึ้นภาครัฐบอกให้ทุกคนปรับตัว ซึ่งเอกชนทำมาหมดแล้ว สิ่งที่อยากให้รัฐบาลช่วยเหลือตอนนี้คือ การหาแหล่งเงินทุน อาจตั้งเป็นกองทุนเอสเอ็มอีเพื่อช่วยเหลือการส่งออกก็ได้
นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพราะไม่ใช่เพียงแค่กระทบกับภาคส่งออกอย่าเงดียว แต่จะมีผลไปถึงภาคการเกษตรด้วย ยอมรับว่าขณะนี้เริ่มมีการชะลอการรับคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อลดผลกระทบของค่าเงินบาท แต่ยังมั่นใจเป้าหมายการส่งออกจะขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20 % หรือคิดเป็นมูลค่า 1.83 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนผลดีของค่าเงินบาทอีกด้านหนึ่ง คือ เรื่องของราคาสินค้าภายในประเทศต่อหน่วยมีแนวโน้มลดลง จึงได้มอบให้กรมการค้าภายในไปติดตามดูราคาสินค้าทั้งระบบที่ได้รับผลดีต่อค่าเงินบาทที่แข็งค่าเงิน ว่ามีประเภทสินค้าใดบ้าง เพื่อที่จะใช้เป็นฐานการคำนวณราคาสินค้าโดยรวม อีกทั้งจะส่งผลต่อดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป หรืออัตราเงินเฟ้อไม่ให้มีการปรับตัวสูงขึ้น
นางรุ่ง มัลลิกะมาส ผู้บริหารส่วน ส่วนพยากรณ์เศรษฐกิจและวิเคราะห์เสถียรภาพ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ปัญหาค่าเงินแข็งค่าเกิดขึ้นกับทุกประเทศในภูมิภาคนี้ ซึ่งสาเหตุมาจากมีเงินไหลเข้ามาในประเทศไทย เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจดี ส่วนผลกระทบกับการส่งออกมีบ้าง และยอมรับว่าภาคส่งออกมีผลต่อการขยายตัวของจีดีพี แต่ปัจจุบันอุปสงค์ในประเทศก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเช่นกัน ซึ่งไม่ใช่ส่งออกอย่างเดียวที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการจะต้องมีการปรับตัวรองรับกับการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินด้วย เพราะโลกกำลังเปลี่ยน ซึ่งผู้ส่งออกควรจะใช้ข้อดีของเงินบาทแข็งนำเข้าเครื่องจักรเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต และควรมองธุรกิจในแผนระยะยาว ไม่ใช่มองแค่ระยะสั้นเพียงอย่างเดียว รวมทั้งไม่ควรไปเชื่อการคาดการณ์ตัวเลขค่าเงินมากเกินไป เพราะส่วนใหญ่จะผิดพลาด







