
เงินเฟ้อโตต่ำ สัญญาณกำลังซื้อแผ่ว
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. 2560 ที่ติดลบ 0.05% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือน และยังเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 15 เดือน หรือนับจากเดือน มี.ค. 2559 ที่เงินเฟ้อติดลบ 0.46% ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2560) เพิ่มขึ้น 0.67%
ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
ตัวเลขเงินเฟ้อในเดือน มิ.ย. 2560 ที่ติดลบ 0.05% เทียบกับเดือนเดียวกันของปีที่ผ่านมา เป็นการปรับตัวลดลงต่อเนื่อง 2 เดือน และยังเป็นอัตราต่ำสุดในรอบ 15 เดือน หรือนับจากเดือน มี.ค. 2559 ที่เงินเฟ้อติดลบ 0.46% ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย. 2560) เพิ่มขึ้น 0.67%
การขยายตัวของอัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตไม่มากนัก หรือเงินเฟ้ออ่อนๆ ในระดับ 0.67% ทำให้กระทรวงพาณิชย์มีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2560 ใหม่ จากเดิมที่ประเมินว่าเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ในกรอบ 1.5-2.2% ลดมาเหลือ 0.7-1.7% ตามสมมติฐานที่ปรับตัวลดลง โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกไม่ได้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างที่คาดการณ์ไว้
ก่อนหน้านี้ กระทรวงพาณิชย์คาดการณ์ว่าระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก โดยใช้ฐานราคาน้ำมันดิบตลาดดูไบทั้งปี 2560 จะอยู่ในกรอบ 50-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปรับลดคาดการณ์ลงมาเหลือ 45-55 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งราคาเฉลี่ยน้ำมันดิบตลาด ดูไบเดือน มิ.ย. 2560 ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 45.73 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ยังคงคาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้เติบโตตามกรอบเดิม 3-4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้องปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงมา คือ อัตราแลกเปลี่ยน ที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นมาประมาณ 3-4% โดยอัตราแลกเปลี่ยนเฉลี่ยเดือนมิ.ย.2560 อยู่ที่ 34.04 บาท/ดอลลาร์ ทำให้กระทรวงพาณิชย์ต้องปรับสมมติฐานเงินบาทมาอยู่ในกรอบ 34-36 บาท/ดอลลาร์ จากเดิมที่คาดว่าเงินบาทจะอยู่ในกรอบ 35.5-37.5 บาท/ดอลลาร์
พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) ระบุว่า ทางกระทรวงพาณิชย์ไม่กังวลตัวเลขเงินเฟ้อที่ปรับตัวลดลงติดต่อกันสองเดือน โดยเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาขึ้นและกำลังซื้อยังเป็นปกติ แต่สาเหตุที่เงินเฟ้อมีความผันผวนและปรับตัวลดลงมาจากสาเหตุสินค้าตามฤดูกาล หรือผักและผลไม้ ซึ่งปีก่อนได้รับผลกระทบจาก ภัยแล้งทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้นมาก แต่ปีนี้ไม่มีปัญหา ทำให้ราคาเมื่อเทียบกับฐานปีก่อนจึงปรับตัวลดลงมา รวมทั้งสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู มีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โปรโมชั่น) เมื่อยกเลิกการจัดโปรโมชั่นทำให้มีผล ต่ออัตราเงินเฟ้อเช่นกัน
"ตอนนี้ยังไม่กังวลต่อเงินเฟ้อ ที่ลดลงมาสองเดือน เพราะความผันผวนที่เกิดขึ้นมาจากสินค้าฤดูกาลมากกว่า รวมทั้งราคาน้ำมันดิบในช่วง ที่ผ่านมาปรับตัวลดลงบ้าง แต่เมื่อดูเงินเฟ้อเฉลี่ย 6 เดือน พบว่ายังปรับตัวสูงขึ้น 0.67% สอดคล้องกับการขยายตัวเศรษฐกิจไทยที่ยังอยู่ในช่วง ขาขึ้น" พิมพ์ชนก ให้เหตุผล
สำหรับสาเหตุที่ต้องปรับคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2560 ลงมานั้น พิมพ์ชนก กล่าวว่า เป็นการปรับจากสมมติฐานใหม่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันดิบที่ได้ปรับคาดการณ์ลงมา และอัตราแลกเปลี่ยนแข็งค่าขึ้นกว่าคาดการณ์เดิม เนื่องจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไป โดยครึ่งปีแรกระดับราคาน้ำมันไม่ได้ปรับขึ้นแรงอย่างที่ประเมินกันไว้
อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงพาณิชย์จะยืนยันการปรับลดคาดการณ์เงินเฟ้อลงมาเป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเป็นหลักและอัตราแลกเปลี่ยนที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งไม่ได้สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในช่วงขาลง แต่กำลังซื้อที่เบาบางจากการที่เงินเฟ้อทั้งปีไม่สามารถขยายตัวในระดับที่เหมาะสม หรือขยายตัวระดับ 2-3% ถือเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแบบเปราะบาง และกำลังซื้อภาคประชาชนไม่ได้ดีขึ้นไปจากเดิมเท่าเดิมนัก
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าการที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลดลง แม้จะเป็นระดับราคาที่ดีขึ้นในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา แต่ยังถือว่าทรงตัวต่ำส่งผลให้ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกปรับตัวลดลงตาม เห็นได้ชัดจากราคายางพาราที่ปรับตัวลดลงอย่างหนักลงมาเหลือ 56-57 บาท/กิโลกรัม (กก.) จากช่วงต้นปีที่ราคายางปรับขึ้นไปสูงถึง 70-80 บาท/กก. รวมทั้งราคาปาล์มน้ำมันที่ปรับตัวลดลงเช่นกันมาเหลือ 4.4-4.5 บาท/กก. จากเดิมช่วงต้นปีขึ้นไป 5-6 บาท/กก. ขณะที่ราคามันสำปะหลังราคาเฉลี่ยยังคงทรงตัวต่ำที่ 1.7-1.8 บาท/กก. เว้นราคาข้าวเปลือกที่ปรับตัวดีขึ้นตามภาวะความต้องการของตลาดโลก
จากการที่ราคาสินค้าเกษตรหลายตัวตกต่ำตามทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลไปยังกำลังซื้อของกลุ่มเกษตรกร ซึ่งเป็นฐานใหญ่ในระบบเศรษฐกิจฐานรากที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจท้องถิ่น เมื่อกำลังซื้อยังคงเบาบางทำให้การกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นเป็นไปได้ยาก แม้จะมีการอัดฉีดงบประมาณผ่านกลุ่มจังหวัดมากกว่าแสนล้านบาท แต่กำลังซื้อในกลุ่มเกษตรกรยังคงไม่กระเตื้อง ทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในภาพรวมของประเทศจึงดูไม่คึกคักและยังระมัดระวังการใช้จ่าย
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง หลายหน่วยงานจะมองในทิศทางเดียวกันคือปรับตัวดีขึ้น แต่ในแง่ของตัวเลขเงินเฟ้อเดือน มิ.ย.ที่ติดลบต่อเนื่องสองเดือน รัฐบาลต้องตระหนักเพราะเป็นเรื่องที่น่ากังวล ซึ่งการที่เงินเฟ้อกลับมาติดลบ ส่วนหนึ่งมาจากฐานราคาสินค้าเกษตรปีที่แล้วสูงจากผลกระทบของภัยแล้ง และอีกส่วนมาจากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้
"แม้ในปีนี้เศรษฐกิจไทยจะไม่มีแรงกดดันในเรื่องเงินเฟ้อสูง และแรงกดดันในเรื่องดอกเบี้ยเชิงนโยบาย แต่การที่เงินเฟ้อกลับมาติดลบต่อเนื่องสองเดือน และมีการปรับคาดการณ์เงินเฟ้อทั้งปี จะโตแค่ประมาณ 1% อีกทั้งเมื่อไปดูเงินเฟ้อพื้นฐาน (หักรายการอาหารสดและพลังงาน) ในช่วง 6 เดือน พบว่าเงินเฟ้อพื้นฐานโตแค่ 0.56% ซึ่งถือว่าโตต่ำกว่าช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา สะท้อนว่ากำลังซื้อแผ่วเบา จึงเป็นเรื่องน่ากังวล" ธนวรรธน์ ระบุ
การที่เงินเฟ้อโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วเศรษฐกิจไทยขยายตัว 3-4% เงินเฟ้อควรจะโต ที่กรอบ 2-3% สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังฟื้นตัวได้ช้า และมีปัญหาเรื่องบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย ประกอบกับที่ราคาสินค้าเกษตรปรับตัวลดลงตามแนวโน้มราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ทำให้บางกลุ่มเงินเริ่มตึงมือ และกลุ่มที่มีเงินก็ไม่กล้าจั บจ่ายใช้สอย เพราะมองว่าเศรษฐกิจไทยยังมีความผันผวนอยู่มาก
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไข คือ การสร้างเชื่อมั่นภาคประชาชนให้กลับคืนมา โดยเฉพาะการอัดฉีดเม็ดเงินตามแผนการลงทุนของรัฐบาลที่จะต้องทำให้เร็วขึ้น เพื่อสร้างบรรยากาศการลงทุนการจับจ่ายใช้สอยให้กลับคืนมา เพราะเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีปัจจัยบวกในแง่ของการส่งออกที่เติบโตตามแนวโน้มเศรษฐกิจโลก เพียงแต่ช่วงระยะสั้น 1-2 เดือน ที่คนยังกังวลจากความผันผวนที่เกิดขึ้น หากปล่อยทิ้งไว้ก็อาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นในระยะยาวและอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในภาพรวมท้ายที่สุด
เศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังคงต้องจับตาทิศทางระดับราคาน้ำมัน ในตลาดโลกเป็นหลัก ที่อาจส่ง ผลกระทบต่อระดับเงินเฟ้อและ ราคาสินค้าเกษตรให้ปรับตัวลดลงอีก รัฐบาลต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่น ผ่านการเบิกจ่ายงบลงทุนของภาครัฐ เพื่อฟื้นความเชื่อมั่นในการจับจ่ายใช้สอยของประชาชนให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด n







