
หุ้นกู้กับความเสี่ยง
ดร.รุจิระ บุนนาคกรรมการผู้จัดการMarut Bunnag International Law [email protected] : @RujiraBunnagในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเพียงแค่ประมาณ 1% ต่อปีไม่อาจเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อที่มีอัตรา 2-3% ต่อปี ซึ่งแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ ผู้คนจึงมองหาช่องทางลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการให้เงินทำงาน หุ้นกู้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพราะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร
ดร.รุจิระ บุนนาคกรรมการผู้จัดการMarut Bunnag International Law [email protected] : @RujiraBunnag
ในยุคที่เศรษฐกิจไม่ดี ดอกเบี้ยเงินฝากต่ำเพียงแค่ประมาณ 1% ต่อปีไม่อาจเปรียบเทียบกับเงินเฟ้อที่มีอัตรา 2-3% ต่อปี ซึ่งแสดงว่าอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ ผู้คนจึงมองหาช่องทางลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ อันเป็นการให้เงินทำงาน หุ้นกู้จึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ได้รับความนิยมเพราะได้รับผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคาร
หุ้นกู้มีลักษณะคล้ายกับพันธบัตรรัฐบาล แต่ผู้ออกหุ้นกู้จะเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ที่ออกหุ้นกู้ออกมาเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน ในลักษณะเดียวกับที่รัฐบาลออกพันธบัตรเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน โดยทั่วไปหุ้นกู้มักจะมีอัตราผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล และมีความเสี่ยงสูงกว่าเนื่องจากออกโดยภาคเอกชน
ผู้ถือหุ้นกู้มีฐานะเป็นเจ้าหนี้ของบริษัท ได้รับผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย และไม่มีอำนาจออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นจึงแตกต่างจากผู้ถือหุ้นของบริษัทซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าของบริษัท ได้รับผลตอบแทนคือเงินปันผลและมีสิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้น
หุ้นกู้จัดเป็นตราสารหนี้ โดยทั่วไปจะมีความเสี่ยงต่ำกว่าการลงทุนในตราสารประเภทอื่น เช่น หุ้น หรือตราสารอนุพันธ์ นักลงทุนจึงสามารถใช้หุ้นกู้มาลดความเสี่ยงและความผันผวนของพอร์ตการลงทุนของตนได้ ที่ว่าความเสี่ยงต่ำนี้ เพราะประชาชนหรือนักลงทุนรายย่อยมักจะซื้อหุ้นกู้แล้วถือไว้เพื่อรับดอกเบี้ยจนครบอายุของหุ้นกู้ เช่นเดียวกับถือพันธบัตรรัฐบาล แต่ถ้าไม่ต้องการถือไว้จนครบกำหนด ยังสามารถนำหุ้นกู้มาซื้อขายทำกำไรในตลาดตราสารหนี้ได้ ถ้าหุ้นกู้นั้นได้จดทะเบียนไว้ในตลาดตราสารหนี้ ซึ่งในกรณีหลังนี้จะมีความผันผวน และมีความเสี่ยงสูงขึ้น มีโอกาสกำไรขาดทุนได้เหมือนกับการซื้อขายหุ้น
นอกจากความเสี่ยงตามปกติในการถือหุ้นกู้ไว้หรือซื้อขายหุ้นกู้แล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการผิดนัดเกี่ยวกับบริษัทที่ออกหุ้นกู้เองว่า มีความมั่นคงจะสามารถจ่ายดอกเบี้ยและชำระเงินคืนเมื่อหุ้นกู้ครบกำหนดได้หรือไม่ หากผลประกอบการของบริษัทไม่ดี จะส่งผลให้ขาดสภาพคล่องจนไม่สามารถชำระหนี้ได้ ระยะหลังๆ นี้มีบริษัทหลายแห่งที่ออกหุ้นกู้มาแล้ว แต่ไม่สามารถชำระหนี้ให้กับผู้ซื้อหุ้นกู้ เมื่อไม่นานนี้ บริษัท ริช เอเชีย คอร์ปอเรชั่น หรือ RICH ได้ประกาศว่า บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ตั๋วเงิน บี/อี ให้กับธนาคาร และชำระหนี้ตามหุ้นกู้ให้กับผู้ถือหุ้นกู้ได้ เป็นมูลค่ารวมประมาณ 2,000 ล้านบาท สาเหตุเพราะวิกฤตเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และบริษัทเพิ่มทุนไม่สำเร็จ
ในส่วนของหุ้นกู้ บริษัท RICH ได้ออกหุ้นกู้และเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นรายย่อยถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกจำนวน 500 ล้านบาท ครั้งที่ 2 จำนวน 500 ล้านบาท และครั้งที่ 3 จำนวน 230 ล้านบาท พร้อมสัญญาจะจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 6.5%, 6.5% และ 6.20% ต่อปี สำหรับหุ้นกู้ดังกล่าวตามลำดับ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูง จูงใจและน่าลงทุน หุ้นกู้ทั้งหมดเป็นหุ้นกู้ไม่มีหลักประกัน และถึงกำหนดชำระภายในปีนี้ ในกรณีที่ผิดนัด หุ้นกู้ดังกล่าวมีอัตราดอกเบี้ยปรับ 8.5% สำหรับหุ้นกู้ที่ออกครั้งที่ 1 อัตราดอกเบี้ยปรับ 8.5% สำหรับหุ้นกู้ที่ออกครั้งที่ 2 และอัตราดอกเบี้ยปรับ 8.2% สำหรับหุ้นกู้ที่ออกครั้งที่ 3
บริษัท RICH อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งค้าขายสินค้าโภคภัณฑ์เช่นเดียวกับน้ำมัน ทองแดง ผลิตผลทางการเกษตรต่างๆ อันจัดเป็นหุ้นวัฏจักร ที่ผลประกอบการของบริษัทจะเป็นวัฏจักรขึ้นลงตามสภาวะเศรษฐกิจโดยรวม อาจขาดทุนอย่างหนักได้เป็นเวลาหลายปี และเมื่อเศรษฐกิจดีมีการก่อสร้างต้องใช้เหล็กมาก หรือสต๊อกเหล็กที่มีอยู่เหลือน้อยมาก จะได้รับผลกำไรสูงมากในบางปี จนบางคนคิดว่าผลประกอบการจะดีเช่นนี้ตลอดไป หรือดีเป็นระยะเวลายาวนาน จึงมีความซับซ้อนพอสมควร ผู้ที่จะรู้เกี่ยวกับราคาผลิตภัณฑ์และผลประกอบการมากที่สุดคือ ผู้ที่อยู่ในวงการผลิตเหล็กเอง ประชาชนทั่วไปจึงอาจคาดเดาราคาขึ้นลงของเหล็กและผลประกอบการของบริษัทได้ไม่ง่ายเท่าใดนัก ไม่เหมือนกับสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นที่คุ้นเคย อย่างไรก็ตามหนทางหนึ่งที่ประชาชนพอจะทำได้คือ การดูงบการเงินย้อนหลังของบริษัทต่างๆ ที่ออกหุ้นกู้ว่า กิจการมีความแข็งแกร่งหรือไม่เพียงใด และดูภาพรวมของอุตสาหกรรมนั้นๆ ประกอบ
กรณีของบริษัท RICH งบการเงินก่อนหน้าในปี 2556 บริษัทมีผลขาดทุน 357 ล้านบาท และได้พลิกเป็นกำไรในปี 2557 จำนวน 306 ล้านบาท สำหรับในปี 2558 ที่ออกหุ้นกู้นั้น บริษัทมีผลขาดทุนเมื่อสิ้นปี จำนวนถึง 165 ล้านบาท และจนถึงไตรมาส 3 ของปี 2559 ยังมีผลขาดทุนอยู่ 34 ล้านบาท นอกจากบริษัท RICH แล้ว ยังมีบริษัทอื่นๆ ในหมวดอุตสาหกรรมเหล็กที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์หลายบริษัทที่มีผลดำเนินงานขาดทุน หรือไม่มีการจ่ายเงินปันผลเลย
ดังนั้น การพิจารณาซื้อหุ้นกู้จะพิจารณาแต่อัตราดอกเบี้ย ผลตอบแทนที่บริษัทที่ออกหุ้นกู้เสนอให้แต่เพียงอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพิจารณาถึงสภาพกิจการของบริษัทอุตสาหกรรมที่บริษัทนั้นอยู่ และเศรษฐกิจโดยรวมด้วย แม้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมายืนยันว่า จำนวนหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ของบริษัทต่างๆ จะยังคงน้อยอยู่เมื่อเทียบกับตลาดตราสารหนี้โดยรวม แต่การที่ผู้ถือหุ้นกู้นั้นเป็นประชาชนหรือนักลงทุนรายย่อย ได้สร้างความยากลำบากพอสมควรกับผู้ถือหุ้นกู้ในการติดตามนำเงินลงทุนของตนกลับมา และอาจต้องเจรจาหรือฟ้องร้องบริษัทผู้ออกหุ้นกู้ให้ชำระเงินคืนให้กับตน
การลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นนั้น เป็นที่แน่นอนว่าต้องมีความเสี่ยงจากการลงทุนนั้นด้วย ดังที่ว่า High Risk, High Return ผู้ลงทุนจึงควรใช้ความระมัดระวัง และพิจารณาข้อมูลต่างๆ ให้รอบด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงของปัจจัยต่างๆ และระดับความเสี่ยงที่ตนรับได้ n







