
ตั้งกรรมการ 2 ฝ่าย แก้ปัญหาแรงงาน
บายไลน์คอลัมน์วิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา รับทราบถึงการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยให้รอความชัดเจนจากคำสั่งมาตรา 44
บายไลน์คอลัมน์
วิวัฒน์ จิระพันธุ์วานิช ผู้ตรวจการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าวและการค้ามนุษย์ด้านแรงงาน ที่มี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม เป็นประธานเมื่อวันที่ 3 ก.ค.ที่ผ่านมา รับทราบถึงการแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยให้รอความชัดเจนจากคำสั่งมาตรา 44
"หลักการเบื้องต้นเป็นไปตามที่ วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์โดยกำหนดให้ชะลอการบังคับใช้มาตรา 102 103 119 และ 122 เกี่ยวกับการกำหนดบทลงโทษออกไป 120 วัน ดังนั้นจึงขอให้นายจ้าง-แรงงานต่างด้าวอย่าตื่นตระหนัก เพราะจะทำให้เสียโอกาสทั้งสองฝ่าย" วิวัฒน์ ระบุ
สำหรับความคืบหน้าในการยืนยันสัญชาติระหว่างไทย-เมียนมาว่า ล่าสุดทางเมียนมาได้รับหลักการแล้ว โดยกำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมการร่วมฝ่ายละ 5 คน และเบื้องต้นเมียนมาได้ตกลงเงื่อนไขการนำเข้าแรงงานจากเดิมที่เป็นนิติบุคคลเท่านั้น ปรับเป็นบุคคลธรรมดา สามารถขอนำเข้าแรงงานได้ ยกเว้นแรงงานกลุ่มแม่บ้าน และสถานบริการ ขณะที่การยืนยันสัญชาติทางการเมียนมาจะยืนยันให้กับแรงงานต่างด้าวที่มีบัตรสีชมพู
หิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า อุตสาหกรรมได้รับส่งเสริมการลงทุนและได้รับผ่อนผันการใช้แรงงานต่างด้าวที่จะหมดอายุวันที่ 31 ธ.ค. 2561 หลังจากนั้นตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2562 แรงงานที่จะเข้ามาในอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมจะต้องเป็นแรงงานที่ผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างประเทศแล้วเท่านั้น และต้องผ่านการจดทะเบียนอย่างถูกต้องกับกระทรวงแรงงาน
พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ รองประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การที่ภาครัฐได้ชะลอการใช้ พ.ร.ก.การบริหารจัดการของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ออกไปอีก 120 วัน ภาคเอกชน และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าว เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทได้มีระยะเวลาการนำลูกจ้างไปขึ้นทะเบียนได้อย่างถูกต้อง แต่มีความเป็นห่วงในเรื่องบทลงโทษที่มีความรุนแรงอย่างมาก และเมื่อประกาศใช้ก็มีผลทันที ซึ่งควรจะมีระยะเวลาให้ภาคเอกชนได้เตรียมพร้อมในการปรับตัว
ขณะเดียวกัน มีความเป็นห่วง ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและกลุ่มเอสเอ็มอีที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนแรงงานมาก่อน โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ประกอบธุรกิจการเกษตร งานบริการ งานก่อสร้าง และร้านอาหาร รวมถึงกลุ่มที่ใช้บริการแม่บ้านจำนวนมาก ที่จะได้รับผลกระทบมากในเรื่องนี้ ซึ่งยังไม่สามารถประเมินได้ว่ากลุ่มนี้มีการใช้แรงงานต่างด้าวในจำนวนเท่าใด แต่แรงงานที่ลงทะเบียนอย่างถูกต้องในประเทศ มีจำนวนมากกว่า 2 ล้านราย
สำหรับกลุ่มภาคอุตสาหกรรม เชื่อว่าจะไม่กระทบเพราะมีการลงทะเบียนอย่างถูกต้อง และภาคเอกชนก็เห็นด้วยในการมี พ.ร.ก.ดังกล่าว เพื่อจัด ระเบียบแรงงานในประเทศ และ ส่งเสริมการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวในกลุ่มผู้ประกอบการรายเดิมที่มีการจ้างแรงงานต่างด้าวอยู่แล้ว แต่ทั้งนี้ จะต้องมีกฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.การบริหารจัดการของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 จึงอยากให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการนำเสนอความคิดเห็นเรื่องนี้ด้วย
ด้านแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายที่ถูกเลิกจ้าง หลัง พ.ร.ก.บริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวมีผลบังคับใช้ ยังคงทยอยเดินทางกลับประเทศ โดยมีทั้งแรงงานเมียนมาและกัมพูชา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่เข้ามารับจ้างในพื้นที่ กทม. ปริมณฑล จ.สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม โดยเดินทางกลับผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองกาญจนบุรี แม่สอด จ.ตาก และด่านอรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.เป็นต้นมา มีแรงงานต่างด้าวทยอยเดินทางกลับทุกด่านรวมแล้วประมาณ 4 หมื่นคน







