
วิกฤตที่รุนแรงที่สุดในชีวิต เสมือนประเทศล้มละลาย
& สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย+รูปภควัตวันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ ในวันที่ 2 ก.ค. 2540 ค่าเงินบาทจาก 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปเกือบ 50 บาท/ดอลลาร์ภายหลังการลอยตัวค่าเงินบาท ภาระหนี้ต่างประเทศจึงสูงขึ้นไปเป็นเท่าตัว จาก 8.26 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2539 เป็น 109,300 ล้านดอลลาร์ สภาพคล่องหดหาย ลุกลามเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ จากประเทศไทยขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียอย่างรวดเร็วเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง"
& สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย+รูปภควัต
วันนี้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนเป็นแบบลอยตัวภายใต้การจัดการ ในวันที่ 2 ก.ค. 2540 ค่าเงินบาทจาก 25 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นไปเกือบ 50 บาท/ดอลลาร์ภายหลังการลอยตัวค่าเงินบาท ภาระหนี้ต่างประเทศจึงสูงขึ้นไปเป็นเท่าตัว จาก 8.26 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2539 เป็น 109,300 ล้านดอลลาร์ สภาพคล่องหดหาย ลุกลามเกิดเป็นวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ จากประเทศไทยขยายไปสู่ประเทศต่างๆ ในเอเชียอย่างรวดเร็วเรียกว่า "วิกฤตต้มยำกุ้ง"
ภควัต โกวิทวัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ทรีนีตี้วัฒนา กล่าวว่า เป็นวิกฤตที่รุนแรงที่สุดในชีวิต เสมือนประเทศล้มละลาย ประเทศไทยได้ชื่อว่าเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย เศรษฐกิจไทยโตก้าวกระโดดต่อเนื่องด้วยตัวเลข 2 หลัก เป็นจุดหมายของนักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะการลงทุนทางตรง (เอฟดีไอ) จนเมื่อการเติบโตเร่งตัวจนเกินกว่าที่ทรัพยากรในประเทศจะอำนวย โดยเฉพาะปริมาณเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์ใช้เป็นแหล่งสินเชื่อในการหมุนเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจเริ่มไม่เพียงพอ จึงกลายเป็นที่มาของบีไอบีเอฟ (กิจการวิเทศธนกิจ) เพื่ออำนวยความสะดวกให้ภาคเอกชนมีความคล่องตัวในการหาแหล่งเงินทุนที่มีต้นทุนต่ำจากต่างประเทศมาเสริมสภาพคล่องและขยายธุรกิจในประเทศ
ในวันที่ 2 ก.ค. 2540 เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ระบบการเงินพังทลายลามไปสู่ภาคธุรกิจที่วงจรสภาพคล่องหยุดชะงัก สถาบันการเงินทุกแห่งไม่คาดคิด เนื่องจากเศรษฐกิจที่เฟื่องฟูและการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศด้วยดอกเบี้ยที่ 6-7% เป็นไปอย่างง่ายดาย เมื่อเทียบกับการกู้เงินในประเทศที่สูงถึง 12-13% เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้สภาพคล่องไม่สมดุลเป็นการกู้ยืมระยะสั้นไปใช้ลงทุนระยะยาว
วิกฤตครั้งนี้นำไปสู่การปิดสถาบันการเงิน 56 แห่ง ซ้ำเติมระบบการเงินไทยทรุดหนักลงไป โดยสถาบันการเงินที่ประสบปัญหามากที่สุดน่าจะเป็นบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ หลายบริษัทต้องระดมทุนครั้งใหญ่จากทุกทาง เพื่อพยุงธุรกิจให้ไม่ล้มและสามารถชำระหนี้ ได้เช่น การเพิ่มทุนด้วยวอร์แรนต์ การออกหุ้นกู้แปลงสภาพ หุ้นกู้ควบวอร์แรนต์เวลานั้นก็ได้รับผลกระทบจากหุ้นกู้ที่ออกโดยสถาบันการเงินที่ผิดนัดชำระหนี้เป็นจำนวนมาก หุ้นกู้ที่เสนอขายในต่างประเทศต้องลดหนี้
"ทุกคนไม่มีประสบการณ์ การ ตัดสินใจทุกอย่างเป็นครั้งแรกหมด ทำให้เมื่อมองย้อนกลับไป หลายอย่างอาจจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ แต่เนื่องจากด้วย ณ สถานการณ์นั้น แรงกดดัน เวลาที่จำกัด เงื่อนไขที่ถูกบีบ ข้อมูลเท่าที่มีในมือ ทุกคนจึงเชื่อว่าการตัดสินใจแก้ไขต่างๆ นั้น เป็นทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย"







