
โอกาสในการซื้อ
ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มการเงินปรับลดลงค่อนข้างรุนแรง คาดว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตระหนกกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะออกประกาศของ ธปท. เพื่อควบคุมการก่อหนี้ของประชาชน แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะคุมวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือจะคุมครัวเรือนกลุ่มใด หรือรายได้ระดับใดบ้าง ซึ่ง ธปท.คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค. 2560 นี้
ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กลุ่มการเงินปรับลดลงค่อนข้างรุนแรง คาดว่าส่วนหนึ่งเกิดจากความตื่นตระหนกกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะออกประกาศของ ธปท. เพื่อควบคุมการก่อหนี้ของประชาชน แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะคุมวงเงินกู้ต่อรายไม่เกิน 1.5 เท่าของรายได้ต่อเดือน หรือจะคุมครัวเรือนกลุ่มใด หรือรายได้ระดับใดบ้าง ซึ่ง ธปท.คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในเดือน ก.ค. 2560 นี้
ประเด็นดังกล่าวถือว่าจะกระทบโดยตรงต่อกลุ่มสินเชื่อส่วนบุคคลและกลุ่มสินเชื่อเครดิตการ์ด เช่น บริษัทบัตรกรุงไทย (KTC) กระทบธนาคารน้อยเพราะมีสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตไม่ถึง 4% ของสินเชื่อรวม แต่จะไม่กระทบต่อกลุ่มสินเชื่อที่มีหลักประกัน เช่น ทะเบียนรถยนต์ หรือที่ดิน มองการปรับลดลงของราคาหุ้นบริษัทเมืองไทยลิสซิ่ง (MTLS) บริษัท ศรีสวัสดิ์ พาวเวอร์ 1979 (SAWAD) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมารุนแรงโดยใช่เหตุ ในความเป็นจริงแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย และด้วยโอกาสที่ SAWAD MTLS จะมีผลประกอบการในงวดไตรมาส 2 กำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องจากภาพของการขยายตัวของความต้องการขอสินเชื่อ รวมไปถึงการขยายสาขาในเชิงรุก และการลงทำให้ราคา MTLS และ SAWAD มีโอกาสปรับขึ้นมากขึ้นเป็น 13.04% และ 11.22% ตามลำดับ เป็นโอกาสในการเข้าเก็บสะสม
การปรับร่วงตามความตื่นตระหนกในบริษัท บ้านปู (BANPU) เกิดจากประเด็นจีนห้ามนำเข้าถ่านหินผ่านท่าเรือขนาดเล็ก แต่จะไม่มีผลต่อการนำเข้าผ่านท่าเรือขนาดใหญ่ โดยมีผลบังคับใช้ระหว่างวันที่ 1 ก.ค.-31 ธ.ค. 2560 เท่านั้น ซึ่งผลกระทบต่อ BANPU จะเป็นเพียงการทำให้ต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว แต่จะไม่กระทบต่อประมาณการอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากการส่งออกไปจีนคิดเป็นสัดส่วน 14% ของยอดขายรวมและส่วนใหญ่ส่งไปที่ท่าเรือขนาดใหญ่อยู่แล้ว ทั้งนี้มองการปรับลงที่รุนแรงเมื่อวันที่ 2 ก.ค.นี้ สาเหตุบางส่วนเกิดจากการตัดขาดทุนของบล็อกเทรด ซึ่งทำให้ราคาลงต่ำมากเกินไป มองการลงมาอยู่ในกรอบ 15-16 บาท จะเป็นโอกาสในการเข้าเก็บสะสม โดยบริเวณดังกล่าวจะทำให้มีโอกาสปรับขึ้นราว 18-26% จากมูลค่าเป้าหมาย 19 บาท
การประกาศผลประกอบการงวดไตรมาส 2 จะเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงสัปดาห์ที่สองของเดือน ก.ค. 2560 และต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือน ส.ค. 2560 มองว่ามีโอกาสที่ผลกำไรรวมของตลาดจะอ่อนลงเมื่อเทียบงวดไตรมาสแรกและไตรมาส 2 ปี 2559 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก
ประการแรก กลุ่มพลังงานน่าจะมีกำไรที่ลดลง เนื่องจากกลุ่มโรงกลั่นมีความเสี่ยงที่จะต้องเกิดขาดทุนสต๊อกตามการปรับลดลงของน้ำมันดิบดูไบ ซึ่งลงมาจากระดับ 52.56 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เมื่อสิ้นไตรมาสแรกจนใกล้ระดับ 44 ดอลลาร์/บาร์เรล ณ วันที่ 26 มิ.ย. 2560
หากกำไรของกลุ่มพลังงานลดลงจริง จะเป็นตัวฉุดกำไรตลาดให้ลงต่ำกว่างวดไตรมาสแรกได้ไม่ยาก ด้วยเพราะในงวดดังกล่าวตลาดมีกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์กว่า 2.90 แสนล้านบาท แต่กำไรหลักมาจากกลุ่มพลังงานที่มีกำไรสูงถึง 9.14 หมื่นล้านบาท (คิดเป็น 31.51% ของกำไรรวมทั้งตลาด) ซึ่งในจำนวนกำไรของกลุ่มพลังงานนั้นเกือบ 20% มาจากรายการพิเศษทั้งสต๊อกและกำไรค่าเงิน
2.กำไรของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีที่จะต้องกลับมาอิงกับการดำเนินงานตามปกติ ทำให้กำไรรวมของตลาดไม่มีตัวช่วยพิเศษ การที่จะขยายตัวจากไตรมาส 2 ของปี 2559 ซึ่งมีฐานค่อนข้างใหญ่กว่า 2.48 แสนล้านบาท (เป็นระดับกำไรรวมที่สูงเป็นประวัติการณ์อันดับ 2 รองจากกำไรงวดไตรมาสแรก) จึงเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก
อีกหนึ่งปัจจัยเสี่ยงคือกำไรของกลุ่มเกี่ยวข้องกำลังซื้อในประเทศ (กำไรตลาดหักออกด้วยพลังงาน ปิโตรเคมี และธนาคาร) ในงวดไตรมาส 2 ปี 2559 มีการขยายตัวที่ค่อนข้างสูงจากการฟื้นตัวของการบริโภคในประเทศ โดยมีกำไรรวมถึง 1.27 แสนล้านบาท บวก 34.03% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่งวดไตรมาสแรกมีกำไร 1.29 แสนล้านบาท ขยายตัว 9.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าการบริโภคในประเทศยังคงชะลอตัว ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะซึมต่อในงวดไตรมาส 2
อย่างไรก็ตาม กลุ่มอสังหาริมทรัพย์จะเป็นกลุ่มที่สามารถคาดหวังผลประกอบการฟื้นตัวจากไตรมาสแรก ที่เป็นกำไรรายไตรมาสที่ต่ำที่สุดในปี 2560 โดยกำไรงวดไตรมาสแรกคิดเป็นสัดส่วนเพียง 15.1% ต่อประมาณการกำไรปี 2560 ที่ 3.58 หมื่นล้านบาท โดยในงวดไตรมาส 2 คาดว่าจะได้ผลบวกจากบรรยากาศยอดขายรายเดือนที่ดีขึ้นในไตรมาสแรกที่คาดว่าจะมีอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี รวมถึงแผนการโอนกรรมสิทธิ์โครงการคอนโดมิเนียมจำนวนมากตั้งแต่ไตรมาส 2 จึงคาดว่าจะเห็นกำไรรายไตรมาสที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2560 และคาดว่าไตรมาส 3 และ 4 จะปรับเพิ่มขึ้นทั้งในเชิง ทั้งนี้จากแผนการโครงการคอนโดมิเนียมที่คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จแล้วมูลค่า 2.87 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3 และในไตรมาส 4 อีก 2.95 หมื่นล้านบาท ทำให้ไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่มีกำไรสูงสุดของปี 2560 เลือกหุ้นเด่นในกลุ่มเป็น บริษัท พฤกษาโฮลดิ้ง (PSH)







